Chapter 1 : Broken Strings
posted on 07 Oct 2011 22:11 by ifitsohard in Fiending
เขาไม่ชินกับการนอนคนเดียว
คชาเปิดเปลือกตาของตัวเอง ภาพเพดานอันว่างเปล่าโหวงเหวงในความมืดบีบรัดให้หัวสมองยิ่งทวีความปวดร้าวเข้าไปถึงเส้นประสาท
ไมเกรนขึ้นอีกตามเคย
เจ้าตัวคิดก่อนจะยกนิ้วมือขึ้นบีบขมับที่แน่นตึง
มือถือที่วางอยู่ข้างหัวเตียงสั่นอย่างบ้าคลั่งเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่คชากลับไม่คิดจะหยิบมันขึ้นมาดู คชาพยายามหลับตา แต่ห้วงความคิดกลับลอยไปไกลถึงใครอีกคนที่เคยนอนอยู่ด้วยกันทุกวัน เขานึกอยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะคิดแบบเขาบ้างไหม? จะคิดถึงเรื่องราวของพวกเราที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ในบ้านหลังนั้นบ้างรึเปล่า?
อยากให้เป็นเหมือนเดิม
นั่นคือสิ่งที่ฝ่ายนั้นพูด แต่ตัวเขากลับไม่รู้สึกแบบนั้นตั้งแต่ก้าวขาออกมาเจอโลกภายนอก
เขากลัว
กลัวมากจนข่มตาหลับไม่ได้สักวันที่ต้องห่างกัน
แสงไฟสีแดงกระพริบถี่จากแบล็คเบอรี่ทำให้ร่างผอมบางถอดถอนหายใจ ไม่ทันที่เขาจะได้เอื้อมมือไปหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาดู เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“ คชา....นอนรึยังลูก? ” เสียงแม่อู้อี้ๆ ดังอยู่ด้านนอก ทำให้คนถูกเรียกต้องรีบลุกขึ้นมาจากเตียงนอนแล้วเดินไปเปิดประตู
“ ยัง..............ครับ ” คชานิ่งไปพักใหญ่เมื่อมองเลยไปเห็นร่างของคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของแม่
“ เต๋าเขาโทรหาหนูไม่ติด....ก็เลยโทรหาแม่น่ะ.....เขาจะมานอนด้วย พรุ่งนี้จะได้ไปทำงานพร้อมกัน ”
“ อ้อ....ครับ ” คชาตอบรับออกไปแค่นั้น พยายามหลบสายตาที่จ้องมองมาของเต๋า
“ งั้นแม่ไปนอนก่อนนะ....เข้านอนกันเลยนะ รู้ไหม? ” ประโยคหลังหันไปพูดกับชายหนุ่มที่ยืนอมยิ้มน้อยๆอยู่ข้างหลัง ใบหน้าหล่อจัดพยักรับก่อนจะเดินตามคนตัวผอมเข้ามาในห้องนอน
ทั้งคู่ยืนนิ่งอยู่แบบนั้นโดยไม่มีคำทักทาย หรือ คำถามไถ่
*ปึง*
เมื่อได้ยินเสียงประตูห้องนอนของแม่ปิดลง คนที่ยืนจ้องอีกฝ่ายอยู่เป็นนานก็ทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดขึ้นมาก่อน
“ โทรมาก็ไม่รับ....บีบีมาก็ไม่ตอบ ”
“ .................... ”
“ ว่าไง? ”
คชามองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าเป็นอย่างไรเพราะเขายืนหันหลังให้ แต่จากน้ำเสียง และฝีเท้าที่กำลังสาวเข้ามาใกล้ ทำให้ร่างกายผอมบีบเกร็งอย่างไม่มีเหตุผล
“ พยายามจะนอน เลยไม่ได้ดูโทรศัพท์ ”
“ แล้วไม่คิดเลยหรือไงว่าเต๋าจะโทรมา....ไม่คิดถึงกันบ้างรึไง? ” ประโยคหลังน้ำเสียงของคนพูดติดจะอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด และนั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บหนึบขึ้นมาอย่างฉับพลัน คชาหันตัวไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ
เต๋าที่อยู่ตรงหน้าเขาก็ยังคงเป็นเต๋าคนเดิม คนที่เขาจำได้มาตลอดสามเดือน
ยังคงยืนเท้าเอวพูดกับเขาเวลาไม่พอใจ ใบหน้าขาวจัดงอง้ำเหมือนเด็กไม่ได้ขนม
ริมฝีปากบางขยับเป็นรอยยิ้ม กำลังจะเอื้อนเอ่ยความในใจที่มันคับแน่นจนแทบระเบิด
คิดถึงสิ คิดถึงตลอดเวลา
เสียงโทรศัพท์มือถือดังแทรกขึ้นมากลางอากาศ คชาหยุดชะงักเพราะเสียงนั้นดังมาจากมือถือในมือของอีกฝ่าย เต๋าบิดหน้าจอขึ้นมาดูก่อนจะขมวดคิ้วเข้มจนมุ่น ดวงตาคมเงยขึ้นมามองเขานิ่ง
“ อย่าเพิ่งพูดอะไรนะ ” เต๋าพูดแค่นั้น ก่อนจะจะกดรับโทรศัพท์ที่ยังคงส่งเสียงร้อง
“ ฮัลโหล ..................... ถึงแล้ว แล้วที่รักถึงที่พักยังครับ? ” น้ำเสียงเมื่อครู่แปรเปลี่ยนกลับมาเป็นปรกติได้อย่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ ใบหน้าหล่อแย้มยิ้ม ก้มหน้าก้มตาพูดกับ ที่รัก ที่อยู่ในสายของโทรศัพท์โดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนที่ยืนฟังอยู่จะรู้สึกอย่างไร
อย่าเพิ่งพูดอะไรนะ
คชาคิดทบทวนคำพูดประโยคนี้ ก่อนจะเข้าใจอะไรได้ง่ายที่สุด
หน้าอกข้างซ้ายเจ็บปวดรวดร้าวแบบที่เขาไม่เคยได้รู้สึกมาก่อน น้ำอุ่นๆเอ่อท้นขึ้นมาที่หางตาจนเขาต้องเป็นฝ่ายหันกลับมาล้มตัวลงนอนบนเตียง เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นในสิ่งที่เขากำลังเผชิญ
“ คิดถึงเหมือนกันครับ.....เออ แล้วพรุ่งนี้จะมาหาเต๋าเปล่า? ”
“ พูดจริงนะ.....ห้ามขี้ตู่นะ ”
คชากดหูข้างซ้ายของตัวเองลงบนหมอน ถึงแม้มันจะยังได้ยินเสียงหัวเราะบาดจิตบาดใจนั้นก็เถอะ แต่เขาอยากจะหาอะไรมาป้องกันตัวเองสักอย่าง
เขาแค่อยากจะปกป้องหัวใจของตัวเองให้ได้เหลือเกินในตอนนี้
“ นอนหลับฝันดีนะครับ ......... รักครับ ”
น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านสันจมูกก่อนจะซึมลงไปบนหมอนสีขาว ทุกอย่างกลับมาสู่ความเงียบอันชวนอึดอัด คชาไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวอะไรเลย เขารู้ว่าเต๋ายืนมองอยู่ คงอยากจะให้เขาพูดอะไรขึ้นมาสักอย่าง แต่เขากลับไม่มีแรงที่จะหันไปพูดอะไรทั้งนั้น
เตียงนอนด้านหลังยุบยวบลงไปตามน้ำหนัก กลิ่นน้ำหอมที่คชาไม่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก มันผสมปนเปกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของเต๋า ที่เขาคงไม่มีวันลืมมันได้ลง
“ ชา.....หลับแล้วเรอะ? ”
“ ........................ ”
“ ชาจ๋า........... ”
ลมหายใจอุ่นร้อนของอีกฝ่ายวนเวียนอยู่ที่ผม และ ต้นคอ ทำให้คชาเกร็งร่างของตัวเองจนเจ็บปวด แขนขาวจัดเอื้อมมือกอดรัดร่างผอมเข้าหาตนเองท่ามกลางความเงียบ
“ ปล่อย ” คชาเค้นเสียงแหบแห้งของตัวเองออกมาได้อย่างไรก็ไม่รู้ ก้อนบางอย่างจุกอยู่ในลำคอ ทำให้รู้สึกทรมานอยู่ลึกๆ
“ ปล่อยก็โง่แล้ว ” จมูกโด่งฝังลงในกลุ่มผมสีดำก่อนจะฝากจูบหนักๆไปหลายที
“ เต๋ากำลังทำให้เราเป็นเหมือนคนโง่ ”
คชากลั้นหายใจเมื่อประโยคนั้นหลุดออกไปจากริมฝีปาก ความเงียบยาวนานก่อตัวขึ้นระหว่างคนสองคนที่นอนกอดกันอยู่บนเตียงได้อย่างไรนั้น เขาเองก็จนใจที่จะตอบ
“ หมายความว่าไง? ” เต๋าพูดตวัดเสียงจนคชานึกหวั่นใจ เขาพยายามสะบัดแขนขาวให้หลุด แต่มันกลับรัดแน่นมากขึ้นทุกครั้งที่พยายามขัดขืน
“ ปล่อยเราก่อน ”
“ ไม่ปล่อย .... แต่ก่อนก็กอดกันแบบนี้ ไม่เห็นจะเป็นอะไร ”
“ แล้วเต๋ากอด ที่รัก ของเต๋าแบบที่กอดเราตอนนี้รึเปล่า? ”
ไม่รู้คชาคิดไปเองรึเปล่า .... แต่วงแขนที่กอดรัดเขา กลับคลายออก จนกลายเป็นคชาเองที่กลัวว่าเต๋าจะปล่อยร่างตัวเองให้เป็นอิสระ
“ มันไม่เหมือนกัน ”
“ ไม่เหมือนกันยังไง? ”
คชาได้ยินเสียงถอนหายใจแบบหงุดหงิดของเต๋า
“ เพราะเราเป็นผู้ชาย แต่แฟนเต๋าเป็นผู้หญิงน่ะเรอะ? ”
อ้อมกอดอันอุ่นร้อนคลายออกเมื่อจบประโยค ร่างผอมถูกจับพลิกให้หันหน้ากลับมาโดยไม่ทันตั้งตัว คนตัวใหญ่กว่ารั้งข้อมือเล็กเอาไว้ไม่ให้หนีไปไหนได้
“ เราสัญญากันแล้วนะชา .... สัญญากันแล้วว่าจะเป็นเหมือนเดิม ”
“ เหมือนเดิม มันไม่ใช่แบบนี้ .... เหมือนเดิมคือมีเราแค่สองคน ” คชาปล่อยให้น้ำตาหยดลงมาบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ เต๋าจ้องมาด้วยสีหน้านิ่งเฉยจนผิวกายคนโดนมองชืดชา
“ อย่าเห็นแก่ตัว ... ชา รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเต๋ามีเขา ”
คชามองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นอย่างตัดพ้อ
คงจะเป็นเขาฝ่ายเดียวหล่ะมั้ง ที่ปล่อยตัวเองให้คิดจริงจังไปได้ขนาดนี้
คชาสงสารตัวเองขึ้นมาอย่างฉับพลัน ความรู้สึกทั้งละอายใจ และเศร้าใจซาบซึมไปทั่วร่างกายที่ปวดร้าว
ความรักที่เขาเฝ้าคิดจินตนาการมาเป็นเดือน
มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในชีวิตจริง
“ ขอโทษ ” คชาพูดแล้วจ้องใบหน้าหล่อเหลาของเต๋าในความมืด “ เราเข้าใจทุกอย่างแล้ว ”
เต๋าไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรสักคำ จนคชาต้องเป็นฝ่ายขยับรอยยิ้มเศร้าสร้อยออกมาก่อน
“ ชา..........ชาจ๋า ” เต๋าเรียกซ้ำถึงสองครั้ง เหมือนอยากจะแน่ใจว่าคนตัวเล็กยังอยู่ตรงนี้
“ เรายังจะเป็นเหมือนเดิมใช่ไหม? ”
“ ไม่มีวันหรอกเต๋า .... มันไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว ”
--------------------------------------------------------
เช้านี้ เขาตื่นขึ้นมาตอนไหน และมาถึงหน้า ทรู แฟนตาเซีย ได้ยังไงนั้น .... คชาแทบจะนึกไม่ออก ... อย่าถามว่าเขาได้หลับรึเปล่าเมื่อคืน เพราะดูจากรอยคล้ำใต้ตา และเปลือกตาที่บวมอย่างหนัก ก็น่าจะเป็นคำตอบได้อย่างดีแล้ว แถมเมื่อเช้า แม่ก็ยังซักไซร้ไล่เรียงเรื่องที่เต๋ากลับออกไปตอนเกือบจะเช้านั่นด้วย
ทะเลาะกัน
ดูจะเป็นสาเหตุที่เหมาะสมที่สุดเวลาบอกกับผู้ใหญ่ ทั้งๆที่คชาก็รู้อยู่แก่ใจว่า มันไม่ใช่แค่ทะเลาะ
ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะแตกหัก กันเลยใช่ไหม?
ชา จะเอาแบบนั้นใช่ไหม?
คชาถอนหายใจหนักๆก่อนจะสลัดเรื่องราวเมื่อคืนให้หลุดออกไปจากภวังค์ความคิด ตอนนี้เขาต้องสนใจเรื่องงานมาก่อนอย่างอื่น
“ ไอ้ขี้เหร่!! ” เสียงเหน่อๆที่ดังมาจากข้างหลังทำให้คนตัวเล็กสะดุ้งโหยง ... ไม่ต้องหันไปมองเขาก็รู้ว่าเป็นใคร คนเดียวเท่านั้นแหละที่อาจหาญมาเรียกเขาแบบนี้
“ เตี้ยเอ้ย! เดี๋ยวเห้อะ! ” คชาหันกลับมาทำท่าจะตีไทด์ แขนเรียวชะงักเมื่อคนที่ตัวเองฟาดมือไปโดนเต็มๆคือร่างสูงที่เดินนำหน้าไทด์เข้ามาก่อน
ดวงตาคมเสมองเขาเพียงนิดเดียวก่อนจะเดินผ่านเลยไป โดยไม่แม้แต่จะทักทาย คชาสูดลมหายใจเข้าปอดหนักๆ เพียงเพื่อจะให้ความรวดร้าวที่แล่นริ้วขึ้นมาสู่ขั้วหัวใจบรรเทาอาการลง
“ มันอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว....อย่าไปถือสามัน ” ไทด์เดินเข้ามาตบไหล่บางแรงๆแล้วดึงร่างผอมให้เดินขึ้นตึกไปพร้อมกัน
“ เมื่อคืนเต๋าไปนอนกับไทด์เรอะ? ”
“ เออ....มันทะเลาะกับแฟนมัน....มาหาไทด์ที่ห้องตอนตีสาม...เนี่ยกว่าจะขุดกันขึ้นมาทำงานได้ แทบตาย ”
“ อ้อ ” คชาพยักหน้าตอบรับ โดยไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เพราะตัวเขาเองเข้าใจเรื่องนี้ดีมากที่สุด
ทั้งคู่เดินขึ้นมาถึงชั้นบนก็เจอเพื่อนๆแต่งหน้าทำผมกันหมดแล้ว คชาเห็นไทด์ผละออกไปนั่งคุยกับเฟรม เขาจึงเดินไปทักต้นที่กำลังกินข้าวอยู่ไม่ไกล
“ สายอีกแล้วนะวันนี้....นี่กะจะสายทุกวัน ว่างั้น? ” ต้นหันมาแซวคชาก่อนจะมองเลยไปเห็นคนตัวสูงที่ยืนกดแบล็คเบอรี่อยู่ไม่ไกล
“ อ่ะ แน้ะ! AT LOVE ไง....มาสายพร้อมกันอีก.....เมื่อคืนเต๋าไปนอนบ้านคชาเรอะ? ”
“ เปล่า ” ต้นทำตาโตก่อนจะมองหน้าคชาแบบงงๆ ... เพราะคนที่ตอบไม่ใช่คนตัวเล็ก แต่กลับเป็นอีกคนที่สวนคำพูดเย็นชาขึ้นมาก่อนเพื่อน คชาลอบถอนหายใจน้อยๆ ก่อนจะยิ้มฝืนๆส่งให้ต้น
“ สงสัยจะอารมณ์ไม่ดี ” ต้นทำปากขมุบขมิบให้คชาเห็นกันแค่สองคน
“ ก็คงงั้น ” คนตัวเล็กตอบเรียบๆก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับต้น
คชานั่งคุยกับต้น โดยที่พยายามจะไม่สนใจสายตาที่คอยมองมาเป็นระยะๆ เขารู้ว่าเต๋าไม่ค่อยชอบให้เขาวนเวียนอยู่ใกล้ๆต้นเท่าไหร่ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ คชาไม่สนใจอีกแล้ว เขาเองก็มีสิทธิที่จะคุยกับใครก็ได้ที่เขาอยากจะคุย โดยที่ไม่ต้องมานั่งแคร์คน ที่ไม่เคยแคร์เขาเหมือนกัน
ตลอดทั้งเช้า เขา และ เต๋า ... หลบเลี่ยงที่จะสนทนากันตลอด จนมาถึงนิตยสารเล่มนึงที่รีเควสมาว่าอยากจะลงคอลัมน์ เฉพาะ “เต๋าคชา” และเขาทั้งคู่จะต้องถ่ายแบบเซ็ทเล็กๆด้วยกัน ถึงแม้ทางทีมงานจะบอกว่าไม่ต้องเกร็งหรือเครียด แต่ระหว่างที่กำลังรอเซ็ทฉาก คชาก็ได้แต่นั่งถอนอกถอนใจด้วยความกลุ้มไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ส่วนคนที่เผชิญชะตากรรมร่วมกับเขา ก็เอาแต่นั่งกดแบล็คเบอรี่ของตัวเองไม่ยอมพูดไม่ยอมจา
ซึ่งคชาเองก็ไม่ได้คิดอยากจะสนทนาอะไรเท่าไหร่นัก
“ น้องเต๋า น้องคชา จะถ่ายกันแล้วลูก ” พี่ทีมงานคนนึงเดินมาตามพวกเขาให้ลุกตามเข้าไปในสวนใกล้ๆ
“ โพสท่าเลยนะครับ......” พี่ตากล้องร้องบอกเขาทั้งคู่ “ ใกล้ชิดกันอีกนิดนะ....แฟนๆ สวนด รีเควสมา ”
ให้ตายเถอะ
ถ้าสถานการณ์จะอึดอัดขนาดนี้หล่ะก็....
คชาไม่ได้เหลือบไปมองหน้าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ แต่เขาก็รับรู้ว่าเต๋าขยับเข้ามาใกล้เมื่อพี่ตากล้องร้องทัก ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาออกว่าพวกเขาเหมือนถ่ายรูปติดบัตรประชาชนไม่มีผิด ... รอยยิ้มที่ติดอยู่บนริมฝีปากก็จืดเจื่อนเต็มที
“ น้องเต๋า.....เอามือโอบน้องคชาหน่อยสิ....สนิทสนมกันหน่อย....ไม่ต้องเขินนนน ” เสียงเชียร์จากพี่ๆทีมงานทำให้คชายืนตัวแข็ง
คราวนี้คนตัวเล็กหันสายตาไปมองอีกฝ่ายแทบจะทันที ดวงตาคมที่กำลังมองเขาเหมือนกัน มีร่องรอยของความไม่แน่ใจติดอยู่ คนตัวสูงกว่าเอื้อมมือข้างขวาขึ้นโอบไหล่บางเบาๆ แค่นั้นก็เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากทีมงานสาวๆแถวนั้นได้
“ แบบนั้นแหละครับ....ดีแล้ว.....แน่นๆอีกนิดนึงครับ ”
เต๋าโอบร่างเล็กให้แนบชิดกับตัวเองมากขึ้นตามที่พี่ตากล้องบอก และผลลัพธ์ที่ได้ คืออาการขืนตัวอย่างเห็นได้ชัดของคนตัวเล็ก
“ อย่าทำเป็นเรื่องมากนักนะ ”
ท่ามกลางเสียงชัตเตอร์ที่ยังดังไม่หยุดหย่อน คชาได้ยินเสียงเย็นเยียบกระซิบอยู่ใกล้ใบหู มือเล็กยกขึ้นมาหมายจะปัดแขนขาวที่โอบร่างตนเองออกด้วยความโมโห แต่กลับถูกจับเอาไว้ด้วยมืออีกข้างที่แข็งแรงกว่าตนมากนัก
เสียงกรี๊ดกร๊าดดังขึ้นมาอีกรอบ .... คนอื่นคงคิดว่าพวกเขาหยอกล้อกันเล่นตามปรกติ
“ ยืนนิ่งๆ ” เต๋ากระซิบข้างใบหูที่ขึ้นสีแดงแปร๊ดของเขา ก่อนจะจับร่างเล็กให้หันมาเผชิญหน้ากับตัวเอง คชาพยายามออกแรงจะสะบัดมือกาวคู่นั้นออก แต่กลับโดนกระซิบขู่อีกรอบ
“ ถ้ายังไม่หยุดทำแบบนี้ .... ฉันจะทำให้นายอายจนไม่กล้ามองหน้าใครแน่ ” คชาเงยหน้ามองคนพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง สรรพนามที่ถูกเรียกเปลี่ยนไปทำให้ร่างเล็กสั่นเทาขึ้นมาด้วยความกลัวอย่างไร้เหตุผล
“ อ้าว.....อย่ามัวแต่เล่นกันครับ....หันมายิ้มให้กล้องกันหน่อย ”
เมื่อได้ยินเสียงเตือน รอยยิ้มเชือดเฉือนหัวใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อจัด
“ ยิ้ ม สิ ครับ .... At Love ของผม ”
คชารู้สึกถึงร่างกายที่ชาไปทั้งร่าง ก่อนจะค่อยๆหันไปยิ้มให้กล้องอย่างหมดแรง
ในหัวคิดถึงคำพูดของตัวเองที่พูดเอาไว้เมื่อคืน
มันไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว
และมันก็อธิบายทุกอย่างในตอนนี้ได้ดีเหลือเกิน
คชา เป็นฝ่ายผละออกมาก่อนเมื่อการถ่ายรูปสิ้นสุดลง เขาได้แต่เดินดุ่มๆมุ่งกลับไปยังห้องรับรองที่เพื่อนๆทุกคนกำลังรออยู่ โดยไม่สนใจร่างสูงที่พยายามสาวเท้าตามมาติดๆ คนตัวเล็กเอื้อมมือไปจับประตูบานเลื่อนก่อนจะถูกหยุดไว้ด้วยมือขาวจัด
“ คุยกันก่อน ” เสียงแบบเดิมๆที่ถูกใช้เมื่อครู่กลับมาทำให้คชาต้องระคายหูอีกครั้ง
“ ไม่มีอะไรจะคุย ” เขาเลือกใช้น้ำเสียงห้วนใส่อีกฝ่ายบ้าง
“ แน่ใจนะ? ” เต๋าถามเสียงแข็ง
“ เออ.....แน่ใจ.....เลิกแล้วต่อกันเถอะ ขอร้อง ” คชาตัดสินใจหันกลับมาพูดเสียงเบา เพราะลืมนึกไปว่าข้างในห้องมีเพื่อนอีก 10 คนนั่งรอกันอยู่
“ ไม่เลิก ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างยียวนกวนประสาทจนคชาต้องจิ๊ปาก แล้วขยี้ผมสีดำจนยุ่งด้วยความรำคาญใจ
“ ถ้างั้น อยากจะทำอะไรก็ทำ ”
“ ทำแน่....คอยดูแล้วกัน ” รอยยิ้มร้ายประดับใบหน้าขาวได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว จริงๆแล้ว ดช. เต๋าเอ๋อที่ทุกคนพูดถึง มันอาจจะไม่เคยมีอยู่จริงเลยก็ได้ในความคิดของคชา
คนตัวเล็กยืนนิ่งอยู่นานก่อนจะต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้
“ ทำอะไรกันอยู่คะ? ” เสียงที่เขาไม่เคยคุ้นเลยทำให้เส้นใยบางๆในหัวใจของคชากระตุกเบาๆ เมื่อชายหนุ่มทั้งสองหันไปมองแขกไม่ได้รับเชิญพร้อมกัน ร่างสูงก็ยกยิ้มจนกว้างเสียน่าหมั่นไส้เมื่อเห็นว่าเป็นใครที่เดินเข้ามา
“ พลอย ” เต๋าเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
แค่ได้ยินชื่อ ความปวดหนึบก็กลับมาแทนที่ความโกรธเคือง คชา หันหนีกลับเข้าไปในห้องทันทีที่เห็นผู้หญิงของเต๋า
“ อ้าว.....พี่คชามาแล้ว ” หลินพูดเสียงดัง “ แล้วพี่เต๋าอ่ะ พี่คชา? ”
คนตัวเล็กชี้นิ้วออกไปข้างนอก ก่อนจะเดินเข้ามาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาข้างๆเจมส์ คชาตอบคำถามของเพื่อนๆที่รุมถามกันถึงการถ่ายแบบเซ็ท At love ไม่กี่คำ ก่อนประตูบานเลื่อนจะเปิดออกอีกครั้ง คนตัวสูงเดินนำเข้ามาก่อนที่หญิงสาวร่างโปร่งจะตามเข้ามาด้วยรอยยิ้ม
“ เฮ้ย.....พี่ต๋าววววววว......แฟนมาหาถึงนี้เลยนะ ” เจมส์แซวขึ้นมาเสียงดัง เพราะเคยเจอ พลอย ตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเดินสายโปรโมท AF8 แล้ว
“ ทำงี้ ไม่เห็นใจพี่คชาเลยนะ! ” แพรวาพูดขึ้นแล้วก็ทำท่า ชง อย่างที่เคยทำเป็นนิสัย เพื่อนๆทุกคนหัวเราะกันอย่างเคยชิน โดยไม่มีใครสังเกตุความผิดปรกติที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา
คชาฝืนยิ้มออกมาได้ไม่ยากนัก .... เขามันคนหน้าเดียวอยู่แล้ว...คงไม่มีใครรู้หรอกว่าจริงๆแล้วเขารู้สึกยังไง
“ พลอย ก็เป็นแฟนคลับ เต๋าคชา นะคะ....น่ารักดีออก ” หญิงสาวพูดไม่พอ แต่กลับส่งยิ้มจริงใจมาให้เขาอีก คชายิ้มตอบกลับไป พลางก่นด่าความปวดใจที่ทำให้เขาต้องหน้าชา
“ พลอยเขาซื้อขนมมาฝากแน้ะ.....แบ่งกันกินดิ ” เต๋าพูดเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาแทบจะทันที หญิงสาวจึงส่งขนมให้กับเพื่อนๆทุกคนจนมาถึงคชา
“ เต๋า....พลอยซื้อมาไม่พออ่ะ ” ใบหน้าสวยงอง้ำด้วยความรู้สึกผิด เพราะขนมในถุงหมดเกลี้ยงเมื่อมาถึงคชาพอดิบพอดี
“ ไม่เป็นไรครับ ” คนตัวเล็กตอบเรียบๆพลางโบกมือ
“ ใช่ๆ พี่คชากินกับเจมส์ก็ได้ ” เจมส์พูดขึ้นแล้วแกะขนมอย่างรวดเร็ว
“ พลอยขอโทษนะคะ คชา ” ใบหน้าเรียวสั่นพร้อมยิ้มให้โดยไม่คิดอะไร แต่เพียงชั่วแว่บเดียวที่ร่างบอบบางหันกลับ เขาก็เห็นรอยยิ้มบางอย่างฉาบบนใบหน้าหวาน จน คู่รัก ยืนอยู่เคียงข้างกัน เขาจึงจำต้องเสไปมองทางอื่น แล้วบอกตัวเอง ว่าคงจะประสาทหลอนไปแล้วเป็นแน่แท้
คชา ถอนหายใจยาวด้วยความคลายใจเมื่อ ที่รัก ของเต๋าขอตัวกลับ และทั้งคู่ก็เดินผละออกไปจากห้องด้วยท่าทีกระหนุงกระหนิงอย่างที่สุด
“ คชา..... ” คนตัวเล็กหันไปมองตามเสียงเรียก ถึงได้รู้ว่าต้นสลับที่กับเจมส์มานั่งอยู่ด้านข้าง
“ แกเห็นใช่มั้ย? ” ต้นกระซิบถามเสียงเบา
“ เห็นอะไร? ” คิ้วเรียวเลิกสูงด้วยความสงสัย
“ ก็ตอนที่ผู้หญิงคนนั้นยิ้ม ”
ภาพในมโนสำนึกของคชาโลดแล่นผ่านเข้ามาเพียงแค่ฉากเดียว
“ ต้นก็เห็นเรอะ? ” คชากระซิบถามท่ามกลางบทสนทนาอันยุ่งเหยิงของเพื่อนๆในห้อง ต้นพยักหน้า
“ ฉันว่าแกระวังตัวเอาไว้ดีกว่าหว่ะ ” ต้นเอื้อมมือมาจับมือคชาด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะถอนมือออกเมื่อพี่สต๊าฟเข้ามาตามให้ทุกคนออกไปขึ้นรถตู้
“ คชา หนูต้องรอที่นี่ก่อนนะ เพราะเขาจะสัมภาษณ์หนูกับเต๋าก่อน......โทรบอกให้คุณแม่มารับที่นี่เลยก็ได้นะจ้ะ ”
คนตัวเล็กได้ยินแล้วก็ต้องทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดอาลัยตายอยาก ... ทำไมเวลามันถึงได้เดินช้านัก
เขาอยากจะกลับบ้านใจจะขาดอยู่แล้ว
ฉันว่าแกระวังตัวเอาไว้ดีกว่า
คชานึกถึงคำพูดของต้นเมื่อครู่ พลางนึกว่า พลอย รู้เรื่องระหว่าง เขา กับ เต๋า มากแค่ไหน ... เขาพยายามคิดในแง่ดีว่า เรื่องทั้งหมด น่าจะเป็นเพราะความคิดมากของเขา และ ความช่างสังเกตจนเกินไปของต้นเท่านั้น ร่างเล็กถอนหายใจเป็นครั้งที่ร้อยของวันนี้ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหน้ากระจกบานสวยที่ถูกแขวนตกแต่งเอาไว้ในห้องรับรอง
ช่วงเวลาที่เหม่อคิดเรื่องต่างๆนานาที่ผ่านเข้ามาในหัว ความรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังก็เข้ามาแทนที่ คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมาสบกับดวงตาคมที่มองจ้องมาผ่านกระจกรูปไข่ แล้วก็ต้องสะดุ้งจนสุดตัว เมื่อเห็นว่าร่างเล็กทำท่าจะขยับหนี คนตัวสูงก็รีบคว้าเอวบางเข้ามาแนบร่างตนเองทันที
“ จะทำบ้าอะไรหว่ะ....ปล่อยนะ! ” คชากระซิบขู่ เพราะกลัวว่าใครจะพรวดพราดเข้ามาเจอพวกเขาในสภาพนี้ เมื่อได้มองรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่ายในกระจกแล้วหน้าเรียวก็ขึ้นสีเลือดจางๆด้วยความไม่พอใจ
“ ทำไม?.....แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้งั้นเรอะ? ” เต๋าพูดทีเล่นทีจริง ก่อนจะหอมหนักๆที่ข้างหูของคนตัวเล็ก
“ ถ้าไม่ปล่อย ฉันจะต่อยแกแน่ ” คชาเอ่ยเสียงแข็ง แต่ร่างสูงไม่สนใจ
“ ฉันเห็นต้นจับมือนาย....” เต๋าเว้นระยะไปเพียงนิดเดียวก่อนจะยิ้มอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“ อย่าให้ฉันเห็นอีกเป็นครั้งที่สอง ” คนตัวสูงกว่าก้มหน้าลงไปหอมแก้มนุ่มแรงๆเป็นการลงโทษที่ทำให้เขาต้องโมโหจนเลือดขึ้นหน้าเมื่อครู่
“ ป ล่ อ ย!! ” คราวนี้คชาดิ้นและตวาดอีกฝ่ายเต็มเสียง รอยยิ้มค่อยๆจางหายไปจากใบหน้าสีขาวจัดเมื่ออีกฝ่ายพยายามเหลือเกินที่จะหนีไปจากเขา
“ แต่ก่อนเคยทำมากกว่านี้ .... ถ้าแค่นี้แล้วจะเป็นจะตายหล่ะก็ เอาเลย ” เต๋ากระซิบ
“ ต่อจากนี้ ฉันจะเป็นคนพานายลงนรกเอง...ที่รัก ”
.
.
.
TBC



มาเจอเรื่องนี้เขียนได้ดีมากก็ยิ่งชอบเลยอ่ะ
ดำเนินเรื่องได้กระชับ แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่อึดอัดของเรื่อง
สรุปว่าจะรอติดตามนะค่ะ
#1 By IG (110.168.135.184) on 2011-10-08 01:49