Fiending

Chapter 4 : Someone like you

posted on 31 Oct 2011 18:18 by ifitsohard  in Fiending
 
 
Fiction : TaoKacha - Yaoi
Author : Anytime
 
*ชายรักชาย ไม่ชอบกดปิด
*ไม่นิยมความดราม่า อย่าอ่าน
*นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงล้วนๆ
*เนื้อเรื่องสมมติ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
*มีการแต่งเติมตัวละครเพิ่อเพิ่มอรรถรสในการฟิน
*NO COPY
 
 
 
                                                                 
 
 
 
 
 
ทั้งความรัก และ ความเจ็บปวด

มันจะตามไล่ล่าเราไปจนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ

 

คชาละสายตาออกจากข้อความที่ต้นส่งมา พลางรู้สึกถึงความหนักอึ้งที่ทาบทับเข้ามาในหัวใจ  แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องผ่านกระจกรถไม่ได้ช่วยให้เขาสดใสและสดชื่นได้เหมือนวันเก่าๆ  ตอนนี้ มันเหมือนฝันร้าย ที่เขาต้องบังคับตัวเองให้หลับในทุกๆคืน แล้วตื่นขึ้นมาพบว่าความรักของตัวเองกำลังถูกฉีกทึ้งจนขาดวิ่นในทุกวันๆที่ยังหายใจ

คนตัวเล็กบอกลาแม่ก่อนจะเปิดประตูรถลงมายืนอยู่หน้าสตูดิโอถ่ายภาพแห่งหนึ่ง วันนี้เขามีนัดถ่ายรูปเซ็ทคู่ให้กับนิตยสารชื่อดังที่ทุกๆคนรอคอย  เขายิ้มให้กับแฟนๆที่มายืนรออยู่ด้านหน้า พยายามไม่ให้ใครเห็นถึงร่องรอยทุกข์ทรมานที่พบเจอ พลางได้ยินเสียงที่ดังขึ้นไม่ไกล

“ เต๋ามานานแล้วนะคชา ” 

 

เพียงแค่ได้ยินชื่อ .... ความขมเฝื่อนก็ผลุดขึ้นมากลางอก

 

คชาแยกรอยยิ้มออกแล้วพยักหน้าให้กับเจ้าของเสียง เขาจะให้ใครรู้ได้อย่างไร ว่าหัวใจเขาร้าวรานกับชื่อนี้เหลือเกินแล้ว เขาไม่อยากได้ยินชื่อนี้ ไม่อยากจะเห็นใบหน้านั้นอีกแล้ว

แต่ต้นพูดถูกทุกอย่าง

 

ยิ่งวิ่งหนี ... ทั้งความรักและความเจ็บปวดก็จะตามหาเราจนพบอยู่ดี

 

และมันก็มาอยู่ตรงหน้าเขาเร็วเกินจะตั้งตัวทันด้วยซ้ำ


“ มาสายนะเรา ”  เต๋าโผล่หน้าออกมาจากประตู ดวงตาคมคู่นั้นโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยวเมื่อส่งยิ้มให้กับแฟนๆที่ส่งเสียงเรียกกันอยู่ด้านนอก

คชาไม่รู้ว่าตัวเองบังคับให้จิตใจเฉยเมยแบบนั้นได้อย่างไร เขาตั้งใจจะเดินผ่านร่างนั้นไปโดยปราศจากรอยยิ้ม แต่เมื่อเห็นคิ้วเข้มเลิกขึ้นแล้วหันไปด้านข้างอย่างมีความหมาย เขาจึงได้รู้ตัว รอยยิ้มเสแสร้งที่ว่าเมื่อไหร่เขาก็ต้องทำให้ได้เผยขึ้นมาบนใบหน้าซีดเซียว

“ ทรูโมเม้นต์อีกแล้วเรอะ? ”  คชาว่าเสียงร่าเริง แต่ในใจมีตะกอนขุ่นมัวลอยจนหนักหน่วง

คนร่างสูงสาวเท้าเข้ามาด้วยรอยยิ้มที่เขาคิดว่าคงเสแสร้งแกล้งทำไม่ต่างกัน มือขาวจัดยื่นมา หวังจะช่วยถือข้าวของพะรุงพะรังในมือ แค่คนตัวเล็กกว่าก็ชูหนามแหลมปกป้องตัวเองอย่างรวดเร็ว

“ ไม่เป็นไรครับ ”   คชาตอบโดยไม่มองแม้แต่หน้าคนหวังดี เขาได้ยินเสียงเต๋าพูดอะไรสักอย่างกับกล้องทรู โมนเม้นต์ แต่เขาไม่อยากจะสนใจ

เมื่อคืน เขากลับบ้านด้วยสภาพจิตใจยับเยินถึงขีดสุด ข้อความง่ายๆที่เต๋าส่งมาเป็นเหมือนเหล็กร้อนที่นาบจนทำให้ทั้งร่างกายสั่นสะท้าน

 

นายแพ้แล้ว

 

คชากดลบข้อความหยิ่งทะนงนั้นทิ้งโดยไม่ต้องคิดไตร่ตรองใดๆทั้งสิ้น  เขาเกลียดเหลือเกินที่เต๋ามองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง ต่างจากเขาที่ยังโง่งม โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในใจที่แข็งเป็นหินนั้นคิดอะไรอยู่บ้าง

กลิ่นน้ำหอมคุ้นจมูกทำให้ร่างกายผอมบางแข็งเกร็งโดยไม่ต้องหันไปมอง ไออุ่นร้อนที่รู้สึกถึงได้ขนาบเข้ามาใกล้ชิดจนคชาต้องกลั้นหายใจ

“ ถ้ายังจะทำหน้าแบบนั้นออกกล้องอยู่ล่ะก็....ไม่นานต้องมีคนรู้แน่ว่านายคิดอะไรกับฉันอยู่ ” เสียงกระซิบหวานหู แต่ร่องรอยดูหมิ่นในน้ำเสียงทำให้คนฟังหันขวับไปมอง ความโกรธเกลียดทั้งหมดทั้งมวลรวมตัวกันกระจุกอยู่ในอก เขาอยากจะโดดเข้าไปตะลุมบอนกับคนตัวสูงซะเดี๋ยวนั้น แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ใจเขาหวังเสียเท่าไหร่ อีกฝ่ายพูดจบก็เดินหนีไปนั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม่ไกลกันนัก ริมฝีปากแดงก่ำพร่ำพูดเรื่องราวต่างๆนานาใส่กล้องได้เหมือนมืออาชีพ คชาไม่แปลกใจนักหรอกที่ใครๆก็บอกว่าเต๋ามีพรสวรรค์ด้านการแสดง  และเมื่อใดที่บทถูกส่งต่อมาให้เขา เขาเองก็ต้องเล่นให้ได้แนบเนียนไม่ต่างกัน

คชากลั้นใจทำงานทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อย แม้จะรู้สึกได้ถึงความอึดอัด แต่มันคงจะมีตรงไหนที่ชาไปเสียแล้วหล่ะมั้ง เขาถึงได้เมินเฉยต่อความเจ็บแปลบเหล่านั้น แล้วถมมันกลับเข้าไปในซอกลึกของหัวใจได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อทุกอย่างสิ้นสุด เส้นใยแห่งความอดทนอันบางเบาของคชาก็ขาดผึง คนตัวเล็กสาวเท้าออกจากฉากทันที ได้ยินเสียงแว่วๆของพี่ทีมงานวิจารณ์เกี่ยวกับภาพถ่ายเซ็ทเมื่อครู่ แต่คชากลับคิดได้อย่างเดียวว่าต้องกลับบ้าน  เมื่อมาถึงห้องแต่งตัวที่ไร้ผู้คน ร่างเล็กก็จัดแจงหยิบเสื้อผ้าของตัวเองแล้วเข้าไปหลังม่านที่กั้นเอาไว้เป็นที่เปลี่ยนชุด ดวงตาเรียวเงยหน้ามองตัวเองในกระจกขณะปลดกระดุมเสื้อเชิ้ต ความร้อนผ่าวที่ปลายนิ้วทำให้ความเร่งรีบแปรเปลี่ยนเป็นเชื่องช้ากระทันหัน  การใกล้ชิดกันไม่ใช่เรื่องง่ายอีกแล้วสำหรับคชา  มันกลับกลายเป็นยาพิษอันดำมืดที่กลืนกินแรงกายของเขาจนหมดสิ้น

 

ทั้งรอยยิ้ม และ สัมผัส ที่ไม่ใช่เรื่องจริงเลยสักอย่าง

ทำให้ทั้งอกขมขื่นจนหายใจแทบไม่ออก

 

คนตัวเล็กกล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงไปในลำคอเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู นิ้วเรียวยาวเร่งปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตพลางถอดมันออกอย่างส่งๆ

“ พี่ครับ ”   คชาส่งเสียงเรียก   “ ช่วยรับเสื้อไปหน่อยครับ ”

คนพูดยื่นเสื้อออกมานอกม่าน  รอคอยให้พี่ทีมงานในความคิดของตนเองเดินมาหยิบเสื้อออกไปจากมือ แต่เพราะไม่มีทั้งเสียงตอบรับ และ เสียงฝีเท้า  ในหัวใจของคชาจึงกระตุกด้วยสัญชาติญาณบางอย่าง ไวกว่าความคิด มือขาวจัดเปิดผ้าม่านออกเป็นช่องเพียงนิดเดียว ดวงตาเรียวก็สบกับสายตาเข้มข้นที่จ้องมองมา ริมฝีปากของอีกฝ่ายเผยอออกเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ทำเพียงแค่รับเสื้อเชิ้ตตัวนั้นไปเงียบๆ

ร่างกายของเขาเหมือนถูกอะไรกระหน่ำตีจนเจ็บปวด เมื่อเห็นมือขาวทำท่าจะเปิดผ้าม่านออกอีกครั้ง

“ อย่าเข้ามานะ ”   เขาได้ยินเสียงแหบแห้งของตัวเองตะโกนออกไป พลางคว้าเสื้อยืดตัวเก่าขึ้นมาสวมใส่ร่างกายด้วยอาการลนลานจนน่าทุเรศ  แต่เต๋าก็ยังไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ ซึ่งนั่นผิดจากธรรมดาไปมาก คชาเปิดม่านออกมาเจอร่างสูงยืนพิงกำแพงรออยู่ไม่ไกล และเขาก็รู้ว่าอีกฝ่าย ตั้งใจรอ เสียด้วยสิ

คนตัวเล็กเดินผ่านร่างนั้นไปเก็บของลงกระเป๋าเป้ที่วางอยู่บนโต๊ะ เสียงพูดคุยของทีมงานยังดังอยู่ด้านนอก แต่ในห้องนี้กลับเงียบกริบจนใกล้จะเป็นสุสานเข้าไปทุกทีๆ  รู้ตัวอีกครั้ง คชาก็เห็นคนตัวสูงหยิบเสื้อผ้าแล้วเดินไปอยู่หลังม่านเสียแล้ว ปอดถอดถอนลมหายใจอ่อนละมุนที่พาความหน่วงหนักในกายออกมาทีละน้อย แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อผู้ชายหลังม่านรับรู้ถึงสิ่งที่เขาคิดในใจได้ราวกับปีศาจร้าย

“ อย่าเพิ่งไปนะ ” เสียงเย็นชาของเต๋าดังออกมาจากหลังม่าน  “ มารับเสื้อนี่ไปที ” 

คชาเห็นเสื้อคาร์ดิแกนสีเลือดหมูถูกยื่นพ้นผ้าม่านออกมา แต่ขาเจ้ากรรมกลับไม่ยอมขยับ เขาได้แต่ยืนนิ่งอยู่แบบนั้น ขณะที่ในสมองเหมือนถูกแช่แข็งด้วยความรู้สึกนานับประการที่ร้อยเรียงออกมาไม่ถูก

 

หนีกลับไปซะ  … จิตใจส่วนบอบบางที่สุดของเขาตะโกน

 อยู่ ... เกือบทั้งดวงใจกรีดร้องจนหัวสมองปวดร้าว

 

สุดท้ายแล้วก็ได้แต่แน่นิ่งอยู่ตรงนั้น เหมือนคนบ้า

 

“ เร็วสิ ”  สองคำสุดท้ายที่ทำให้คชาต้องก้าวขาออกไปโดยไม่รู้ตัว มือบอบบางเอื้อมไปจับคาร์ดิแกนสีเลือดหมูด้วยหัวใจสั่นระทึก และแรงกระชากก็ทำให้ร่างเล็กเสียศูนย์ไปได้ไม่น้อย

ลมหายใจร้อนผ่าวพร่างพรมทั่วใบหน้าเขาจนร่างกายสะท้านเยือก แขนแข็งแรงที่โผล่พ้นเสื้อกล้ามกอดรัดเอวบางแนบแน่น

“ เต๋า ”  เสียงอ่อนระโหยโรยแรงของคนตัวเล็กทำให้อีกฝ่ายต้องหยุด ดวงตาเรียวจับจ้องใบหน้าหล่อจัดในระยะใกล้ ต่างฝ่ายต่างกลั้นหายใจด้วยความรู้สึกเต็มตื้นที่เอ่อท้นขึ้นมาเต็มอก  รู้สึกตัวอีกทีน้ำตาเม็ดโตก็หยดเผาะลงมาเรียกสติทั้งสองคน คชาหลั่งน้ำตาโดยไร้เสียง

 

สัมผัสของเต๋าแผดเผาร่างกายจนเขาแทบจะทนไม่ได้

 

 “ น้ำตาร่วงเรื่องอะไรกัน....ยังไม่หายโกรธอีกเรอะ? ”  ไม่ใช่น้ำเสียงเย็นชา แต่เป็นเพียงเสียงแผ่วเบาที่เปรียบได้เหมือนหนามแหลมทิ่มแทงจุดอ่อนไหวในหัวใจจนต้องยอมพ่ายแพ้ นิ้วมืออุ่นร้อนปาดน้ำตาบนใบหน้าซีดเซียว และมันยิ่งทำให้ คชานึกถึงความหลังที่มันไม่มีวันหวนกลับมาได้

“  อย่าเอายูกิมาเกี่ยวข้องอีกได้ไหม ”  คนตัวเล็กเค้นเสียงออกมาได้ยากเย็น เขาไม่อยากปล่อยก้อนสะอื้นที่กำลังทำให้ตนเองทรมานอยู่ออกมาจากลำคอ ด้วยกลัวว่าจะมีใครเข้ามาได้ยิน

ดวงตาคมอ่อนแสงลง .... ใบหน้าขาวจัดหมองเศร้าจนกลายเป็นคชาเองที่ร้าวราน

“ ยังรักเขาอยู่งั้นเรอะ? ”  เสียงเต๋าเบาเสียจนเขาต้องขยับเข้าไปชิดใกล้มากกว่าเดิม ดวงตาของทั้งคู่มองกันและกันราวกับไม่ได้พบหน้ามานานแสนนาน

 

ไอ้โง่เอ้ย .... คชาคิดแล้วปวดยอกในหัวใจ

เขาทนมาขนาดนี้แล้วยังไม่รู้อีกหรือ?

 

นิ้วมือเรียวเอื้อมขึ้นไปจับโครงหน้าขาวที่ไร้สีเลือด  ตระหนักถึงความหลอมเหลวในจิตใจที่มีให้กับคนตรงหน้าเพียงคนเดียวเท่านั้น

 

เขาให้อภัยเต๋าได้ทุกสิ่งทุกอย่าง

ไม่ว่ามันจะทำให้เขากลายเป็นคนโง่เง่าไปอีกกี่ครั้งก็ตาม

 

ริมฝีปากเรียวบางแนบจูบที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตาบนใบหน้าขาวจัด  แขนที่โอบรัดเอวบางเกร็งจนกลายเป็นแข็งขืนกับสัมผัสที่ได้รับ  คชาดึงใบหน้าตัวเองออกมาแล้วส่งยิ้มเศร้าสร้อยให้กับอีกฝ่าย 

“ ฉันจะกลับบ้านหล่ะ ”  คนตัวเล็กขืนตัวออกจากอ้อมกอด แต่แขนแข็งแรงกลับไม่ยอมปล่อย

“ อย่าไปเลย”  เสียงเต๋าแหบจนตัวเขาแทบไม่ได้ยิน

 

คชามองหน้าอีกฝ่ายนิ่งนาน พลางเงี่ยหูฟังเสียงด้านนอกที่เริ่มกลับมาอึกทึกครึกโครมอีกครั้ง

“ คนอื่นกำลังจะเข้ามาแล้ว ”   เขากระซิบ แล้วจับใบหน้าขาวจัดเพียงเบาๆ   “ เลิกทำหน้าแบบนี้เถอะ ” ดวงตาเรียวยาวฉายแววซุกซนที่ปกปิดความเศร้าไว้ไม่มิด

“ ถ้าเต๋ายังทำหน้าแบบนี้อยู่หล่ะก็ .... เราคงนึกว่าเต๋าหลงรักเราอยู่แน่ๆ ”

 

 

เต๋าคลายมือออกจากร่างผอมเชื่องช้า แต่ก็พอรู้ได้ ว่าไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด

คชาเผยรอยยิ้มให้กับท่าทีเหล่านั้นก่อนจะหันตัวแล้วเดินออกจากหลังม่านไป

 

ความสว่างและเสียงพูดคุยของพี่ๆทีมงานด้านนอก ราวกลับจะกระชากให้เขากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง

ความละอาย ระคน เศร้าใจท่วมท้นในหน้าอกข้างซ้าย

 

 

 

จนคชานึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง

 

---------------------------------------------------

 

 

ดวงตาเรียวนั่งมองแสงไฟระยิบระยับบนต้นไม้อยู่เป็นนานสองนาน หัวใจล่องลอยไปไกลเกินกว่าจะกู่กลับ เมื่อมีสัมผัสแตะบางเบาที่ไหล่ คนที่นั่งเหม่อก็ได้แต่หันมายิ้มเก้อๆให้กับเพื่อนเท่านั้น

“ ไม่เข้าไปข้างในเหรอ ”  แอ้นถามแล้วส่งยิ้มเป็นห่วงเป็นใยมาให้

คชาหันกลับไปมองกลุ่มคนในร้านอาหารก่อนจะบอกอีกฝ่ายเบาๆว่าขอถอนตัวจะดีกว่า แอ้นก็ยังเป็นเหมือนเคย ไม่ได้บังคับขู่เข็ญให้เขาต้องทำอะไรที่ฝืนใจตัวเองทั้งนั้น ที่โดนลากมาอยู่ที่นี่ได้ก็เพราะความจำเป็นทั้งนั้น

“ ถ้าอย่างนั้นตามเข้ามาแล้วกันนะ ” แอ้นว่าแล้วเดินกลับเข้าไปในกลุ่มเพื่อนๆที่มีทั้งที่เขารู้จักและไม่รู้จักเต็มไปหมด

ในใจเขานึกถึงเต๋าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ถ้าวันนี้ฝ่ายนั้นไม่ติดงาน ก็คงจะต้องมาอยู่ตรงนี้แทนที่จะเป็นเขาแน่ๆหล่ะ เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นมาด้านหลังทำให้คชาเหลือบสายตาไปมอง และเมื่อเห็นว่าเป็นใคร เขาก็ฝืนยิ้มจืดเจื่อนออกมายากลำบากนัก

“ ทำไมไม่เข้าไปอยู่กับเพื่อนๆหล่ะพี่คชา? ”  สีหน้าเฉยเมย และสำเนียงอันเย็นชาไม่ได้ทำร้ายเขาให้เจ็บไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่อีกแล้ว เพราะเป็นวันเกิดของเธอ เขาจึงจงใจปั้นรอยยิ้มและคำพูดสวยหรูให้ แล้วจะเอาอะไรกันอีกหล่ะ?

“ อยากจะสูดอากาศ ”  คชาว่าแล้วทำหน้าเฉยเมยใส่อีกฝ่ายเสียบ้าง และนั่นก็คงจะไปสะกิดต่อมอะไรของเธอเข้าน่ะแหละ ใบหน้าสวยหวานถึงได้เปลี่ยนสี

“ รู้ใช่มั้ย ว่าที่ กิ ชวนมา....ก็เพราะ กิ ทำตามมารยาท ”

“ แล้ว กิ รู้มั้ย .... ว่าที่พี่มา .... ก็มาแค่ตามมารทยาท ”   

คชามองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่มันแตกสลายไปนานมากแล้ว เขาจำได้ว่าเธอโหดร้ายกับเขามากแค่ไหน และจำทุกถ้อยคำที่เธอพูดถึงเขากับคนอื่นๆได้ขึ้นใจด้วยซ้ำ


...รักเธอมาก หลงเธอมากงั้นหรือ?... 


 คชาคิดถึงคำพูดของผู้หญิงคนนี้ในคลิปที่ปลิวว่อนไปทั่วอินเตอร์เน็ทแล้วนึกระคายเคืองขึ้นมาในหัวใจ  เธอเอาความรู้สึกของเขามาล้อเล่นได้อย่างหน้าชื่นตาบาน  แล้วจะให้เขารู้สึกอย่างไรได้เล่า? อาจจะเป็นเพราะหน้าที่การงานและกลุ่มเพื่อนฝูงที่ทำให้เขาตัดเธอออกไปจากชีวิตไม่ได้เสียที แต่ที่แย่ที่สุดคือเธอกำลังจะตั้งตัวเป็นศัตรูหัวใจของเขา

“ ถ้างั้นก็กลับไปเถอะ....ไม่ต้องมารักษามารยาทอะไรกันตอนนี้หรอก ”  ลับหลังคนอื่นเธอจะพูดทุกอย่างด้วยน้ำเสียงแดกดันโดยไม่ปิดบัง ใบหน้าน่ารักไม่เหลือเค้าความอ่อนโยน ใจดีเหมือนที่เคยเห็นกันอีกแล้ว

“ ก็คิดจะกลับอยู่แล้วหล่ะ ”  คชาพูดแล้วลุกขึ้นมายืนเต็มความสูง เขามองหน้าเธอเพียงแค่อึดใจเดียวก็ทำท่าจะเดินกลับออกไปนอกร้าน

“ เดี๋ยว ”  เสียงนั้นเรียกให้เขาหันกลับไปหาอีกครั้ง หญิงสาวยืนกอดอกและมองมาที่เขาด้วยสายตาแบบไหนนั้นคชาก็เดาไม่ออก

“ พี่เต๋าน่ะ....รักตัวเองมากกว่าที่พี่คชาคิดเยอะนะ ”  ยูกิพูดแล้วเลิกคิ้ว   “ ก็แค่อยากให้รู้ ... แล้วก็ทำใจเอาไว้บ้าง ”

 

เธอพูดแล้วทิ้งให้เขาต้องยืนเคว้งคว้างอยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

 

การที่เราโดนคนที่เคยรัก กระทำให้ช้ำใจ ครั้งแล้วครั้งเล่า

มัน เจ็บแสบ แบบนี้นี่เอง

 

 

-----------------------------------------------------------

 

คชาลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืด


 

ตอนนี้โทรศัพท์ทั้งสองเครื่องส่งเสียงดังพร้อมกันราวกับจะเกิดโลกาวินาศอะไรกันขึ้นนอกห้อง  เขาเอื้อมมือไปคว้าไอโฟนที่อยู่ใกล้มือขึ้นมามองหน้าจอ  ก่อนจะต้องขยี้ตาเมื่อเห็นรายชื่อคนที่มิสคอลเข้ามาเรียงรายกันจนนับไม่ไหว

ต้น .... จอย .... ไทด์ .... และพี่ๆสต๊าฟอีกหลายชีวิตกระหน่ำโทรเข้าเครื่องเขาเพราะอะไร คชาไม่สามารถรู้ได้เลย

ใช้เวลาตรึกตรองอยู่ไม่ถึงนาที ไอโฟนในมือก็สั่นขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับจะบอกว่าทุกคนมีเรื่องด่วนเหลือเกินที่จะต้องบอกเขา คชาจ้องที่หน้าจอสี่เหลี่ยมเพียงแว่บเดียวก็กดรับ

“ คชา....อยู่ที่ไหนเนี่ย ”  เสียงต้นพ่นแหลมปรี๊ดออกมาจากโทรศัพท์จนคนฟังตกใจ

“ บ้านสิ ”  คชาว่า

“ เต๋าเข้าโรงพยาบาล ”

“ หะ? ” 

“ เต๋าอยู่โรงพยาบาล....แกมาเดี๋ยวนี้เลย ” อีกฝ่ายเน้นย้ำจนคชากระโดดขึ้นมานั่งอยู่ปลายเตียงด้วยความมึนงง  ต้นบอกรายละเอียดแบบคร่าวๆให้เขาฟังก่อนจะบอกให้เขารีบมาโดยด่วน

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงคชาก็บึ่งรถมาถึงโรงพยาบาลจนได้ คนตัวเล็กพะว้าพะวงจนจะเรียกว่าเกินควรก็คงไม่มากไป นี่ก็สองวันแล้วที่เขากับเต๋าไม่ติดต่อกัน และไม่ได้เจอกันเลย  ด้วยอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เป็นใจ และความรู้สึกของคชาเองที่คิดว่าควรจะต้องอยู่ห่างกัน  หัวใจเต้นกระหน่ำติดซี่โครง พากระดูกแข็งทื่อจนก้าวขาไม่ออกเมื่อถึงประตูห้อง คชาจ้องมองบานประตูนั้นอยู่นาน ได้ยินเสียงพูดคุยอยู่ข้างใน แต่กลับจับใจความอะไรไม่ได้เลยสักนิดเดียว  เขาค่อยๆละเลียดอากาศเย็นเยียบเข้าปอดก่อนจะตัดสินใจเปิดประตู เสียงสนทนาเมื่อครู่เงียบลง และ ทุกสายตาก็หันมามองแขกมาใหม่โดยพร้อมเพรียง

“ คชามาแล้ว ”  ไทด์พูดขึ้นแล้วส่งยิ้มมาให้เหมือนเคย

คนตัวเล็กสาวเท้าเข้าไปจนมองทั้งห้องได้อย่างชัดเจน  ต้น กับ จอยอยู่ที่นี่  พี่ๆสต๊าฟสองสามคนนั่งกันอยู่ตรงโซฟา และเมื่อหันไปสบตากับคนป่วยที่นอนอยู่บนเตียง หัวใจของคชาก็หนักอึ้งมากขึ้นไปอีก ไม่ใช่เพราะเต๋า แต่เป็นเพราะผู้หญิงสองคนที่ยืนอยู่ข้างเตียงนั่นต่างหาก


นี่มันหายนะชัดๆ  ... คชาคิดแล้วรีบเดินเลี่ยงออกมายืนอยู่ข้างต้น


“ คชาจะนอนเฝ้าเต๋าใช่มั้ยลูก? ”   พี่สต๊าฟคนสนิทส่งเสียงถามออกมาท่ามกลางความเงียบแบบผิดปรกติ เจ้าของชื่อเลิกคิ้วแล้วหันไปมองใบหน้าขาวจัดที่ซีดเซียวลงไปกว่าเดิมมาก  ดวงตาคมสั่นไหวเมื่อมองสบมา และคชาก็เข้าใจทุกอย่างได้ดีในทันที 

“ ครับ ”  คชาตอบออกไปแค่นั้น เพราะไม่รู้จะพูดอะไรอย่างอื่นต่อ เขาสบตากับพลอยที่ยืนอยู่ไม่ไกลกับยูกินัก  พลางคิดว่าเต๋าจะรู้สึกแย่บ้างรึเปล่า ที่มีทั้งพลอย ยูกิ และเขาอยู่พร้อมกันในห้องแคบๆนี้

“ ถ้างั้นพวกเราก็กลับกันเถอะ เต๋าจะได้นอนพัก ”  พี่ๆสต๊าฟลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปคุยกับเต๋า

คชารู้สึกถึงความรู้สึกอุ่นร้อนที่ข้อมือจึงก้มลงไปมอง ต้นส่งยิ้มมาให้ เป็นยิ้มที่ทำให้เขาใจชื้นขึ้น แม้แค่เพียงนิดเดียวก็ตาม

“ เต๋าอยากเจอคชามากนะ ”  ต้นพูดเบาๆให้ได้ยินเพียงแค่สองคน

 

นี่เขาควรจะดีใจไหมนะ? .... คชาคิด

 

แต่เมื่อเห็นสีหน้าหมองเศร้าของพลอย และสีหน้าไม่พอใจของยูกิอย่างชัดแจ้ง เขาก็รู้ได้ว่าไม่ควรไปดีใจกับอะไรแบบนี้เลยสักนิดเดียว คนที่ให้ความหวังทุกๆคน และ พาให้ดวงใจเหล่านั้นเจ็บปวดน่ะคือเต๋าเอง และมันไม่ใช่เรื่องตลกเลยสำหรับคชา

“ พรุ่งนี้เราจะมารับนะ ”  พลอยหันไปพูดกับเต๋า  ในขณะที่คนป่วยได้แต่พยักหน้า

คชารู้สึกว่าเวลาเดินช้าเหลือเกิน ในขณะที่ทุกคนเดินเข้าไปหาเต๋า และทยอยกันออกไปจากห้อง นานจนเมื่อในที่แคบๆเหลือเพียงแค่คนสองคน เขาก็หมดคำพูดที่จะพูดอย่างสิ้นเชิง


“ ชา ”   เขาได้ยินเสียงเต๋าเรียก จึงเงยหน้าจากพื้นเพื่อสบกับดวงตาคมอีกครั้ง

ขณะนั้นเองที่หัวใจของเขาต้องเจ็บแปลบ ใบหน้าขาวซีดทั้งลังเล และ ทรมาน  เต๋าดูไม่มีร่องรอยของความสุขเลยแม้แต่นิดเดียว

“ เข้ามาใกล้ๆหน่อยได้ไหม? ”

เท้าของคชาขยับไปเพียงนิดเดียวก็หยุดอยู่กับที่ หัวอกรู้สึกขมไหม้ขึ้นมาเสียเฉยๆ

“ ขอร้องหล่ะ....”  เต๋าพูดเหมือนกระซิบแต่คชายังได้ยินชัดเจน  “ ฉันคิดถึงเหลือเกิน ”

 

เหมือนกัน .... เขาตอบอยู่ในจิตใจที่เกือบจะไร้ความรู้สึกไปแล้ว

 

สุดท้ายก็ขยับเข้าไปใกล้จนได้ ... ใกล้จนมืออุ่นร้อนเอื้อมมาถึงร่างกายของเขา

 

“ ชาไปงานวันเกิดยูกิมาเรอะ? ”  

“ ใช่ ”


ไม่น่าเชื่อว่าคำตอบนั้นจะทำให้ทั้งคู่เงียบงันกันไปได้นานเหลือเกิน

 

“ เขารักเต๋า ไม่ได้รักชา ... ชารู้รึเปล่า? ” 

“ รู้ ”

 

แทนที่จะเป็นเขา แต่กลับเป็นอีกฝ่ายที่ขยับดวงตาและหรี่ลงอย่างเจ็บปวด

 

“ เต๋าไม่อยากให้ชามองคนอื่นเลย ”   ดวงตาคมแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือเสียใจ แต่มันก็ทำให้คนฟังเกิดรอยแผลในหัวใจขึ้นมาได้

 

อยากให้เป็นเหมือนเดิม ... ไม่อยากให้มองคนอื่น 

 

คำพูดเหล่านั้นที่คชาฟังมานับไม่ถ้วน  มันเบาหวิวไร้น้ำหนัก

แต่คนโง่คนนี้ก็ยังเก็บเอามันมาใส่ใจ

 

“ สัญญาสิ ”  

 

คชามองดวงตาสั่นไหวที่มีแต่ความลังเล และ สับสน  …  เขารู้และเข้าใจ... เต๋าต้องการความจงรักภักดี ที่มีแต่คนที่อดทนพอจะต่อสู้เพื่อให้ได้คนที่ตัวเองรักมาเท่านั้นถึงจะทำได้

 

“ เราสัญญาเรื่องแบบนี้ไม่ได้หรอก ”  เขาเว้นไปนานทีเดียวกว่าจะมีเสียงลอดผ่านลำคอออกมา

 

โกหกออกไปหน้าด้านๆ ... ทั้งๆที่ทุกคำพูดของเต๋า เขาจดจำมันเหมือนหมึกที่ขีดลงบนเนื้อหนังของตัวเอง  ทุกความทรงจำไหลผ่านราวกับสายน้ำ มันไม่มีวันหวนย้อนกลับมาอีกแล้ว ในขณะที่ความรู้สึกของเขาถูกแช่แข็งอยู่กับที่

 

ความรู้สึกของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น

 

“ นอนพักเถอะ ”  ไม่รู้ว่าประโยคนั้นพูดกับเต๋าหรือพูดกับตัวเองกันแน่   คชายกมือขึ้นลูบใบหน้าของตัวเองด้วยความเหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก

คนตัวเล็กผละออกจากสัมผัสของมืออุ่นร้อน ก่อนจะเดินไปปิดไฟให้มืดดับไปทั้งห้อง เหลือเพียงแสงจากทีวีที่ติดอยู่อีกฝั่งเท่านั้น ที่ยังพาดผ่านใบหน้าขาวซีด และทำให้คชารู้ว่าอีกฝ่ายยังคงจ้องมองตนอยู่ไม่วางตา

 

“ มานอนด้วยกัน ”   เต๋าพูดขึ้นมาก่อนที่เขาจะล้มตัวลงนอนบนโซฟาข้างๆ

“ พูดเป็นบ้า ”   คชาออกเสียงเย็นชาแล้วนอนลงโดยไม่สนใจสายตาประท้วงใดๆของอีกฝ่าย

 

ในขณะที่หลับตา  เสียงเพลงเบาๆที่คลอออกมาจากทีวีก็ทำให้นึกถึงวันเก่าๆในบ้าน ... คชายังจำได้ดีว่าเขาชอบนอนข้างเต๋ามากแค่ไหน ... เขาชอบกลิ่นหอมจางๆจากปอยผม ... ชอบไออุ่นร้อนที่ข้อมือ ... สัมผัสที่แผดเผาเวลาจับมือกันใต้ผ้าห่ม

เมื่อลืมตา ... ภาพแผ่นหลังเหยียดตรงของอีกฝ่ายกลับทำให้ปวดร้าวเกินทนมองดูไหว

คชาลุกขึ้นจากโซฟา ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เตียงนอนของคนป่วย ... เขาใช้เวลาคิดอยู่ไม่นานก็ปีนขึ้นไปนอนซ้อนหลังของคนตัวสูงเงียบๆ ... แผ่นหลังของเต๋าแข็งเกร็งฉับพลัน เมื่อรับรู้ถึงการมาของเขา ... มือที่ตอนนี้เย็นชืดเลื่อนไปกุมมือของอีกฝ่ายไว้แนบแน่น


กลิ่นหอมแบบเดิมๆของร่างกายเต๋าเรียกน้ำตาของเขาให้รื้นขึ้นมาได้ไม่ยาก

และเขาก็เข้าใจแล้ว .... ว่าเขาคิดถึงคนๆนี้มากแค่ไหน

 

เขาอยากจะปกป้องคนๆนี้จากความทุกข์ทรมานทั้งหลายทั้งปวง ... มากขนาดไหน

 

ความรู้สึกรักท่วมท้นจนคชานึกเกลียดตัวเอง

 

“ เคยรักเราบ้างไหม? ”  เขาตกใจเหลือเกินที่พูดออกไปแบบนั้น  แต่เพราะทุกสิ่งบีบคั้น ทำให้ความรู้สึกที่ติดค้างในใจจนตรอก และอยากได้รับการปลดปล่อยเสียที

 

เสียงทำนองเปียโนอันแสนเศร้าลอยละล่องออกมาจากทีวี

 

... มันเชื่องช้า ... บีบคั้น ... และเจ็บปวด


ท่ามกลางความเงียบของเราทั้งคู่ เพลงยังคงบอกเล่าเรื่องราวของมันไปเรื่อยๆ

 

ฉันอยู่ห่างจากเธอไม่ได้ 

ฉันทนไม่ไหว 

 

เสียงอันรวดร้าวและท่วงทำนองที่ฟังเมื่อไหร่ก็ต้องใจสลาย

 

“ เต๋า ”  คชากระซิบอยู่ด้านหลังของคนที่ตัวเองรัก หัวใจมันเจ็บเหลือเกิน

 

จะโกหกก็ได้ .... ตอบมาสิ

 

“ เต๋าขอโทษนะชา ”   ร่างกายสูงยาวบิดด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวในอ้อมกอดของเขา


 

ขอโทษ

 

 

เต๋าย้ำคำนั้นอยู่หลายครั้ง จนคชาต้องบีบมือที่กุมเอาไว้เบาๆ

“ ไม่เป็นไร ”   คชากระซิบ  … แค่นี้ก็ชัดเจนดีแล้วสำหรับตัวเขา

 

เขาจะโทษความเหงา ... ความผูกพัน ... ที่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้

 

และจะโทษตัวเอง

ที่ไม่สามารถยับยั้งหัวใจดวงนี้เอาไว้ได้


.

.

.

.

TBC