Chapter 3 : Stop and stare
posted on 22 Oct 2011 03:01 by ifitsohard in Fiending
ใจคอไม่ค่อยดีเอาซะเลย
คชาคิดแล้วจับที่หน้าอกของตัวเอง ดูเหมือนจังหวะหัวใจที่เคยเป็นปรกติ จะเต้นช้าลงจนเหมือนหัวใจจะหายวับไปเสียดื้อๆ เขาเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา ...ทั้งห้องว่างเปล่า... 8 โมงแล้วยังไม่มีใครมาเลยสักคน
ก็ดี .... คชาคิด
วันนี้เขารู้สึกไม่ค่อยอยากจะสมาคมกับใครๆอยู่เหมือนกัน
และคงจะเป็นเพราะพระเจ้าไม่เคยเข้าข้างเขาเลยน่ะแหละ ประตูห้องถึงได้เปิดแทบจะทันทีที่เขากำลังจะนั่งสงบจิตสงบใจ คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมอง ในใจขอภาวนาอีกสักครั้งไม่ให้เป็นคนที่คุณก็รู้ว่าใคร
“ อุ้ย....ท่าทางวันนี้จะมีพายุ ” คนที่เพิ่งสาวเท้าเข้ามาในห้องก็ดูจะชะงักไปเหมือนกัน แถมตกใจอย่างเดียวไม่พอ ไอ้เรื่องเหน็บแนมก็ตามมาอีกเป็นชุด “ ต้นว่าต้นเพิ่งเคยเห็นคชามาเช้าเป็นครั้งแรกนะ ”
“ ก็เว่อร์ไป ” เจ้าตัวว่า พลางมองเพื่อนวางถุงเสบียงอาหารที่ถือมาจนล้นมือลงบนโต๊ะใกล้ๆ
อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรกลับเดินมานั่งลงข้างคนตัวผอมเงียบๆ ดวงตากลมสำรวจใบหน้าอีกฝ่ายอย่างใกล้ชิดด้วยความเคยชิน
“ ทำไมหน้าซีดๆอ่ะคชา?...ไม่สบายเรอะ? ” นิ้วมือเรียวบิดคางมนให้หันด้านซ้ายทีขวาที “ ตัวรุมๆนะ ... ไปตากฝนที่ไหนมาเปล่าเนี่ย? ”
คชานั่งนิ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี
คำพูดนั้นเหมือนจะกระชากทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเลือนหายให้กลับมาชัดแจ้งอีกครั้ง
ทั้งๆที่มันเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อคืนแท้ๆ
ชาพูดอะไรออกมารู้ตัวรึเปล่า?
ชาพูดเหมือนไม่ได้รักเต๋าเลยสักนิด
กลายเป็นอย่างนั้นไป คชาคิดประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่ได้ยิน ในขมับปวดร้าวแสนสาหัส ครุ่นคิดว่าเขากลายเป็นคนผิดไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่เขาบอกว่าไม่ต้องการอะไรจากเต๋าเลยนั้น เป็นความจริงที่แม้จะเจ็บปวดแต่ก็ต้องอดทนอดกลั้นกับมันไม่ใช่หรือ? ถ้าเขาละโมบโลภมาก ต้องการให้มาเป็นของเขาคนเดียวล่ะก็
อย่าว่าแต่พลอยเลย ... ผู้หญิงหน้าไหนก็เอาเต๋าไปไม่ได้ทั้งนั้น
คชาสะดุ้งเมื่อมีแรงสะกิดตรงไหล่ข้างขวาแรงๆ ดวงตาเรียวเสมองไปทางประตู แล้วก็พบว่าคนในห้วงคำนึงที่เขากำลังนึกถึงอย่างเผ็ดร้อนเพิ่งเดินเข้ามาไม่นาน ใบหน้าขาวจัดที่หลบอยู่ภายใต้หมวกใบนั้นซีดเซียวไม่ผิดอะไรไปจากเขาเลย ขอบตาดำคล้ำชัดแจ้ง และคชาก็ไม่ต้องเสียเวลาถามถึงจะรู้สาเหตุ
มันก็ไอ้เรื่องเดิมๆที่ทรมานทรกรรมพวกเขาสองคนกันอยู่ทุกวันนี่แหละ
“ เต๋า....เป็นอะไรเปล่า? ” เพราะความเงียบน่าอึดอัดและรังสีแปลกๆที่แผ่ออกมาจากคนตัวสูง ต้นจึงตัดสินใจออกปาก พลางทำความเข้าใจว่าคงพึ่งพาคนข้างๆที่ยังนั่งเป็นใบ้ไม่ได้แน่
“ จะเป็นอะไรได้หล่ะ?....ไม่ได้เป็นหรอก ” เสียงติดจะแหบๆของอีกฝ่ายห้วนจนคนถามก็ต้องปิดปากเงียบกันไปอีกคน
ต้นหันไปมองคชานึกจะขอความช่วยเหลือเพื่อกอบกู้สถานการณ์ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าอีแบบนี้ ไม่พ้นปัญหาครอบครัวอีกแน่ๆ พวกเขาสามคนนั่งทนอยู่กับความเงียบไปได้ไม่กี่นาที เพื่อนๆก็ทยอยกันเข้ามาในห้อง จะเรียกได้ว่าสงครามเย็นกำลังเริ่มคลี่คลายก็ไม่ใช่ เพราะดวงตาคมจับจ้องคนตัวเล็กไม่ว่าจะไปนั่ง ไปนอน ไปเดินอยู่ที่ไหนกับใครก็ตาม เรียกได้ว่า ใครเข้าใกล้คชาเมื่อไหร่ ก็เตรียมตัวร้อนๆหนาวๆกันได้เลย
วันนี้นิตยสารเกี่ยวกับดารานัดสัมภาษณ์พวกเขาทั้ง 12 คน คชาเองก็เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่ายังไงคำถามแรงๆก็คงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นอยู่แล้ว ทุกคนโดนขุดคุ้ยและฟื้นฝอยหาตะเข็บกันไปพอสมควร ถึงจะเป็นเรื่องที่ทำให้พวกเขาต้องแสบๆคันๆกันถ้วนหน้า แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือ ปั้นหน้ายิ้ม และ ตอบคำถามเท่านั้น ไฮไลท์ของวันนี้ก็คงหนีไม่พ้นรูปของพลอยในทวิตเตอร์ที่ถูกปริ้นท์ออกมาเพื่อตอกย้ำความปวดแสบปวดร้อนให้กับคชาอีกครั้ง เพราะตำแหน่งการนั่งที่ไม่เป็นใจเอาเสียเลย รูปที่ถูกส่งมาจากพี่นักข่าวจึงต้องผ่านมือของเขาก่อนจะไปถึงร่างสูงที่ยังนั่งหน้าบอกบุญไม่รับจนถึงเมื่อครู่ เต๋ารับมันไปดูก่อนจะเลื่อนมันออกส่งๆ
“ ผู้หญิงในรูปนี้เป็นใครคะน้องเต๋า.....ใช่คนพิเศษที่เขาลือกันรึเปล่า? ” นักข่าวดาราชื่อดังกระแซะถามทั้งๆที่ทั่วบ้านทั่วเมืองเขาก็รู้เรื่องนี้กันหมดแล้ว
คชารู้สึกว่าสายตาของคนข้างๆเหลือบมาจับจ้องอยู่นานทีเดียว ก่อนจะได้ยินคำตอบเรียบๆแต่ชัดเจนเต็มสองหู
“ ไม่ใช่คนพิเศษครับ ” เต๋าว่าด้วยอาการเฉยเมยปราศจากรอยยิ้มเหมือนเคยๆ “ คนนี้เป็นแฟนครับ ”
คชาได้ยินเสียงเจมส์กับแพรวาแซวเต๋า ได้ยินเสียงไทด์ หลินกับแอ้นหัวเราะตามกันอย่างสนุกสนาน
จะให้เขาบังคับรอยยิ้มเสแสร้งออกมาก็ได้ แต่ในหัวอกมันขมขื่นเต็มที
“ ชัดเจนขนาดนี้ .... ไม่กลัวคชาเสียใจแย่เรอะคะ? ”
“ ไม่เสียใจหรอกครับ ” เขาตกใจที่ตัวเองตอบออกไปได้อย่างไม่สะทกสะท้านอะไรเลย รอยยิ้มจริงใจปรากฏแจ่มแจ้งให้ทุกคนที่มองเห็นไม่คิดเอะใจถึงเบื้องลึกเบื้องหลังใดๆทั้งสิ้น คชาไม่ได้หันไปมองหน้าเต๋า ทั้งๆที่รู้ว่าสายตาเข้มข้นจับจ้องตัวเองอยู่ไม่ได้ขาด
“ แล้ว ความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกล่ะคะ? ” นักข่าวสาวยังคงทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมาเหลือเกิน จนเรียกได้ว่า ออกจะดีเกินไป ในความคิดของคชาด้วยซ้ำ
พวกเขาทั้งสองคนนิ่ง .... เต๋ามองเขา บังคับให้เขาตอบในสิ่งที่ตนเองเคยพูด ... เขารู้
แต่คชากลับไร้เรี่ยวแรงจะขยับเขยื้อนร่างกาย
แค่ฝืนยิ้มทั้งๆที่ในใจไม่ได้ยิ้มตามมันก็จวนเจียนจะแย่อยู่แล้ว
“ ว่ายังไงล่ะคะ?....ใครจะตอบดี เต๋า หรือ คชา? ” เธอพูดย้ำเมื่อเจ้าของ ความสัมพันธ์ไม่มีชื่อเรียก เงียบกันไปทั้งคู่
“ ผมขอตอบแทนได้ไหมครับ? ” เสียงเจมส์ดังขึ้นมาเหมือนเคย
“ WHAT!?? … แกไม่เกี่ยว!! ” ต้นเสียงแหลมขึ้นมาแล้วรีบตีมือน้องชายคนเล็กให้หยุดพูดเล่น
“ มันก็แค่เรื่องตลกน่ะครับ..... ” เสียงของเต๋าหยุดทุกเสียงที่กำลังเกิดขึ้นในห้องนั้นให้เบาลง ดวงตาคมละจากใบหน้าเรียวสวยแล้วฉีกยิ้มหล่อให้กับนักข่าวสาวอย่างเอาใจ
“ ถ้าจะให้ตอบว่าเป็นแค่เพื่อน ... มันก็ไม่สนุกสิ ใช่ไหม ชา? ”
คชาเค้นเสียงหัวเราะออกมาจากกลางปอดได้ยากเย็นนัก แต่ก็ต้องทำ
ความเศร้าก่อตัวในจิตใจจนเอ่อท้นจุกลำคอ
ใบหน้าเรียวพยักเพยิดแทนคำตอบที่มิอาจเค้นลอดไรฟันสั่นสะท้านของตัวเองได้ เขาเป็นคนคิด ความสัมพันธ์ไม่มีชื่อเรียกขึ้นมา และเต๋า ก็เป็นคนทำลายมันลงได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
เสียงหัวเราะของนักข่าวสาวยิ่งตอกย้ำเสี้ยนหนามเล็กๆในจิตใจของคชาจนเกิดแผล ในใจร้องคร่ำครวญ ขอให้หล่อนหยุดพูดทีเถอะ .... หยุดพูดเสียที แต่ก็ไม่เป็นผล
“ งั้นยืนยันว่าทั้งคู่เป็นแมนร้อยเปอร์เซ็นต์นะคะ? ”
“ แน่นอนครับ ” เสียงเต๋าย้ำชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆที่เคยถูกถามเรื่องของเราสองคน ใบหน้าขาวจัดซีดเซียวแต่รอยยิ้มสว่างไสวทำให้คนหน้าตาดีโดดเด่นมากกว่าทุกคนในนี้ด้วยซ้ำ
คชายิ้มรับให้คำตอบนั้นเช่นกับคนอื่นๆ
เต๋าชัดเจนเสมอ ... สำหรับทุกคน
แต่คงเป็นความผิดของเขาเอง ที่บิดๆเบี้ยวๆและไม่อาจตอบรับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจออกมาตรงๆกับคนอื่นได้
ใช่ ... เขาผิดเอง
-----------------------------------------------------------
ทันทีที่ส่งทีมงานนิตยสารชื่อดังออกไปจนหมด คชาก็รู้สึกถึงความแสบร้อนที่กลางอกพุ่งขึ้นมาปะทะกับความฝาดขมในลำคอ หัวสมองรู้สึกถึงเส้นประสาทที่เต้นถี่จนร้าวไปถึงรากถึงโคน คนตัวเล็กกระชับฝ่ามือของตัวเองแน่นพลางรับรู้ว่าเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมจนผิดปรกติ
เหมือนไข้จะขึ้น ... คชาคิด
เขาเดินฝ่าเสียงพูดคุยของเพื่อนๆไปถึงกระเป๋าของตัวเอง ตอนนี้ในหัวคิดไปถึงขวดยาระงับไมเกรนที่ตนเองพกติดตัวเป็นประจำ แต่อนิจจาในเวลาแบบนี้ หาเท่าไหร่ก็ดันหาไม่เจอ คนตัวเล็กกัดริมฝีปากด้วยความหงุดหงิดก่อนจะหันกลับหลังและพบว่าโลกทั้งโลกหมุนเป็นวงกลม หัวสมองปวดจนแทบจะระเบิด
.... นานทีเดียว กว่าจะตั้งสติได้ ...
ท่ามกลางความวุ่นวายของทีมงานและเพื่อนๆ คชาตรงดิ่งเข้าไปจับแขนคนที่เขาอยากให้ช่วยเหลือมากที่สุดในเวลานี้
“ ต้น ” คชาเค้นเสียงยากเย็น เพราะบางอย่างกำลังทรมานเขาอย่างหนัก
“ ว่าไง? ” อีกฝ่ายหันมามองก่อนจะเลิกคิ้วทำตาโต “ เฮ้ย ... คชา แกเป็นอะไรว่ะเนี่ย? ”
“ พาเราไปเข้าห้องน้ำหน่อย ” คนตัวเล็กพูดเสียงขืนๆก่อนจะรีบดึงตัวต้นออกไปจากห้องนั้นโดยเร็วที่สุด
“ ...ออกยัง....” ต้นชะโงกหน้ามามองด้วยความเป็นห่วงเป็นใยสุดแสน
คชาไม่มีแรงจะตอบ สมองถูกบีบเค้นจากฤทธิเดชของไมเกรน จนคลื่นไส้เหลือจะกล่าว คนตัวเล็กเกาะขอบชักโครกแน่น มืออุ่นๆของต้นลูบขึ้นลูบลงไร้แนวทางเหมือนกำลังตื่นเต้นว่าเขาจะอ้วกออกให้พ้นทรมานได้หรือไม่ เขาพยายามโก่งคอแต่ความฝาดเฝื่อนกลับไม่ยอมจางหายไป สุดท้าย ก็มีแต่น้ำย่อยเท่านั้นที่ล่วงพ้นออกมาให้ได้หายใจหายคอโล่งขึ้นบ้าง
ร่างเล็กพิงตัวเองกับพนังห้องน้ำอย่างหมดแรง ดวงตาเรียวช้อนขึ้นไปมองต้นที่ก้มลงมามองเขาเช่นกัน
“ สภาพย่ำแย่สุดๆ ” ต้นว่าด้วยน้ำเสียงออกจะเหน็บแนมตามสไตล์ แต่คชาก็รู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ไม่ได้คิดร้ายอะไรกับเขาเลย
คนตัวเล็กยิ้มอ่อนระโหยโรยแรงส่งไปให้ ไม่น่าเชื่อว่าความปวดหนึบที่ขมับจะค่อยๆจางลงไปตามลำดับอย่างน่าอัศจรรย์
“ ขอบคุณนะต้น ” คชาพูดด้วยความรู้สึกแบบนั้นจริงๆ แต่แทนที่ต้นจะตอบรับด้วยความดีใจ ใบหน้าห่วงใยกลับกลายเป็นตึงเครียดขึ้นอย่างกระทันหัน
“ แกทำอะไรของแกว่ะคชา ” เสียงต้นขึ้นจมูก ดูก็รู้ว่ากำลังหงุดหงิด ในสภาพแบบที่เขากำลังนั่งพะอืดพะอมอยู่แบบนี้ คชาไม่ค่อยเข้าใจความหมายของต้นสักเท่าไหร่นัก สายตาแบบลูกหมาหลงทางของคชา ทำให้ต้นทวีความเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเจ้าตัวมากขึ้นไปอีก
“ รักเต๋ามากเรอะ? ” ต้นไม่ลืมที่จะลดเสียงลง แต่มันก็ยังดังก้องพนังและเพดานห้องน้ำกลับไปกลับมา จนคชาแทบอยากจะยกมือขึ้นมาปิดหู
“ อดทนจนจะเป็นจะตายแบบนี้ เห็นแล้วมันทรมานแทนหว่ะ พูดตรงๆ ”
คชากระพริบตาปริบๆ ความพะอืดพะอมจางหายไปเหมือนสายน้ำไหล แต่จิตใจกลับถูกบีบเค้นอย่างหนักจนเริ่มจะปวดหัวอีกรอบ
“ แล้วจะให้ทำยังไงได้ล่ะ ” คชาแค่นยิ้มให้กับตัวเอง “ มันรักไปแล้ว ”
ในชั่วขณะนั้น ความสลดหดหู่ไหล่เร็วยิ่งกว่าความสงสารที่ต้นกำลังส่งมาให้เขา คชากลั่นความแสบร้อนที่แผดเผาในกายเป็นเสียงหัวเราะขืนๆที่คนยืนฟังอดใจหายไปด้วยไม่ได้
“ ถ้ามันเจ็บจนเกินไป....บางครั้งการตัดใจมันก็เป็นเรื่องที่คนเราต้องยอมรับนะ ” ต้นว่าแล้วนั่งยองๆลงมามองใบหน้าซีดเซียวที่เขานึกเอ็นดู
คชายิ้มตอบ ... แต่ไม่กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่คิดว่าจะทำได้
ต้นเอื้อมมือแตะไหล่บางแล้วตบเบาๆเหมือนอย่างเคย บางครั้ง เขาอาจจะไม่จำเป็นต้องเล่าอะไรให้ต้นฟังมากมาย แต่เพราะเราอยู่ด้วยกันมามาก แค่คำพูดไม่กี่คำ ต้นก็สามารถเข้าใจและยอมรับในความเป็นตัวตนของเขาได้อย่างไม่รังเกียจรังงอนเลย ต้นลุกขึ้นยืนแล้วส่งมือมาให้เขา
“ ไป...ลุกไปล้างหน้าล้างตาแล้วกลับไปทำงานเหอะ....ป่านนี้ ไอ้พวกนั้นมันคิดไปไกลถึงไหนแล้ว ”
“ ต้นไปก่อนเหอะ.....เราขอนั่งคิดอะไรสักแป้บ ”
“ บนพื้นห้องน้ำ?.....ข้างชักโครกเนี่ยนะ?.....WHAT?!? ” ต้นพูดเล่นแบบเคยๆ แต่ก็เรียกรอยยิ้มจริงๆจากคชาได้
ต้นออกไปแล้ว ... และเขาก็ยังนั่งคิดเรื่องไร้สาระเรื่อยเปื่อยไปที่ข้างชักโครกเนี่ยแหละ
เผื่อถ้ามันอดรนทนไม่ไหวจริงๆ จะได้อ้วกๆมันให้หมดไปซะที
แต่เสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาใกล้ ทำให้ทุกประสาทการรับรู้ของคชาตื่นตระหนกจนขมับตึงแน่น
“ ชา ” เสียงที่ทำให้เขาสะดุ้งเฮือกได้ทุกครั้งดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลจากประตูห้องน้ำ
คชามองเห็นรองเท้าของเต๋าสาวเข้ามาตามช่องข้างใต้ประตู สุดท้าย ประตูห้องน้ำที่ไม่ได้ล็อคก็ถูกเปิดออกเบาๆ ใบหน้าขาวจัดเยี่ยมหน้ามามองเขาที่ยังนั่งกองอยู่บนพื้น ดวงตาคมฉายแววแข็งขึงก่อนจะกระชากแขนเล็กให้ลุกขึ้นมายืนอย่างฉับพลัน
“ โอ๊ย! เจ็บโว้ย ปล่อย! ” คชาสะบัดมือข้างนั้นให้หลุดออกในทีเดียว พละกำลังของความขุ่นข้องหมองใจในร่างกายเกิดปะทุเดือดดาลขึ้นมาเมื่อเห็นใบหน้าที่ตัวเองรักอย่างเหลือเกิน
“ หายออกมาทำอะไร? ” เต๋ากระชากเสียงดังจนสะท้อนไปทั่ว สงสัยคงจะลืมสนิทว่าที่นี้มันห้องน้ำตึกทรู แฟนตาเซีย ที่ใครๆจะบังเอิญได้ยินบทสนทนาล่อแหลมพวกนี้เข้าก็ได้
คชาหัวเราะ เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลายับย่นด้วยความขัดอกขัดใจ
“ เบาๆหน่อยสิ ” เสียงของเขาราบเรียบอย่างน่าพิศวง ร่างเล็กหันกลับมามองตัวเองในกระจกแล้วเปิดน้ำให้ไหลผ่านฝ่ามือเย็นเยียบ ก่อนจะวักความเย็นฉ่ำให้ปะทะกับใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกไปเสียเฉยๆ เต๋ามองคชาจากเงาสะท้อนในกระจกด้วยอาการเงียบงันเหมือนตกใจ
“ ชาจะไม่ตอบเต๋าใช่ไหม? ” คนตัวสูงเค้นเสียงออกมาจนห้วนสะกิดใจคนฟังนัก
...คนบ้าอำนาจ.... คชาคิด แต่ไม่ได้พูดออกไป เขาพยายามบ้วนปากแล้วบ้วนปากอีก เพื่อขับไล่ความเฝื่อนขมของน้ำย่อยที่เพิ่งขย้อนทิ้งออกไปเมื่อครู่
“ ชา ” เต๋าเน้นเสียงหนัก แล้วขยับเข้ามาใกล้จนคชานึกไม่ปลอดภัยขึ้นมาเสียเฉยๆ
“ มาอ้วก....พะอืดพะอม ” สุดท้ายก็ตอบตามจริงไป เพราะขี้เกียจจะแต่งเรื่องยาวยืดเพียงเพื่อจะกวนโทสะกัน
ดวงตาคมอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ท่าทียืนเท้าเอวแบบที่ชอบทำก็กลับกลายเป็นยืนจับขอบอ่างล้างหน้าอย่างเก้ๆกังๆ
“ เป็นอะไร....ไม่สบายรึเปล่า? ”
คชาเหลือบสายตาขึ้นมามองคนข้างๆ ขัดข้องสงสัยกับความห่วงใยที่มาแบบไม่บอกไม่กล่าว
“ ไมเกรนขึ้น ” คนตัวเล็กตอบแค่นั้น คิ้วเข้มก็ขมวดมุ่น
“ แล้วทำไมไม่บอกเต๋า....ไปบอกต้นทำไม? ”
“ บอกให้ได้อะไรขึ้นมา ” คชาแทบจะอุดปากตัวเองเมื่อพ่นความรู้สึกในสมองออกไปโต้งๆอย่างนั้น ความรู้สึกเจ็บปวดที่ข้อแขนพุ่งปรี๊ดกะทันหันจนต้องเกร็งรับตอบสนอง
“ ถ้าจะอยู่กันโดยไม่ต้องการอะไรจากฉันจริงๆล่ะก็นะ.....ไปให้พ้นๆหน้าเลย ” คชาที่กำลังจะหันไปโวยวายใส่อีกฝ่ายเงียบสนิท คำพูดรุนแรง และ ความระคายเคืองที่แฝงมาด้วยความปวดแปลบในช่องว่างหัวใจกระแทกใส่จนเกือบจะล้มทั้งยืน
สายตาของเต๋าดูทรมาน จนคชาเกือบจะเชื่อว่าอีกฝ่ายเจ็บแสบแสนสาหัสเพราะคำพูดในคืนนั้นจริงๆ
มันก็แค่เรื่องตลกน่ะครับ
คำพูดที่ทำร้ายจิตใจกันเมื่อครู่ ผลุดขึ้นมาในสมองอันเงียบงันของคชา
เต๋าทำให้เขากลายเป็นคนโง่ ... และคงชอบที่ได้ปั่นหัวเขาจนกลายเป็นตัวตลกในสายตาใครๆ
ดวงตาเรียวยาวแข็งขืนขึ้นมาบ้าง ความเมินเฉยในสายตาอันหม่นหมองของอีกฝ่ายขึ้นมาแทนที่ทุกอย่าง
“ ความจริงก็อยากจะไปให้พ้นๆมานานแล้ว....” น้ำเสียงเย็นชืดทำให้เต๋าปล่อยข้อแขนเล็กเป็นอิสระ
ไม่ใช่คนพิเศษครับ .... คนนี้เป็นแฟนครับ
“ วันนึงเราจะทำใจได้เต๋า ” คชาเค้นเสียงตัวเองออกมายากลำบากด้วยโทสะ “ และวันนั้นเราจะไม่ต้องการอะไรเลย แม้แต่ตัวเต๋าเองก็ตาม ”
“ โกหก ” เต๋าพูดเสียงแผ่วเบา วูบนึงคชาคิดว่าคนตรงหน้าจะร้องไห้ แต่ก็มันก็แค่เรื่องตลกอีกเรื่องนึงที่เกิดขึ้นในวันนี้
คนเห็นแก่ตัวอย่างเต๋า ไม่มีวันร้องไห้ให้เขาหรอก
“ เราจะออกไปล่ะ.... ” คชาพูดแล้วเดินสวนอีกฝ่ายออกไปอย่างเฉยเมย
“ วันนี้ตอนเย็นไปกับฉัน ”
“ หมายความว่าไงว่ะ ” ดวงตาเรียวหันกลับมาฉายแววโมโหจริงจัง
“ จะดูว่าคนเราน่ะทำได้อย่างที่ปากว่าไหม? ” เต๋าโต้กลับโทสะนั้นด้วยความเผ็ดร้อนพอกัน คชาทำทีว่าจะเถียงแต่กลับถูกหยุดเอาไว้ด้วยคำพูดอันเป็นปริศนาของคนตัวสูงอีกครั้ง
“ ถ้าชาอดทนได้ โดยไม่เจ็บปวดเลยล่ะก็ ... เต๋าจะจบเรื่องนี้ให้เอง ” พูดแล้วเจ้าตัวก็เดินออกไปโดยไม่สนใจความขุ่นข้องใดๆที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น
คชารู้สึกหนาวยะเยือกจนถึงปลายนิ้ว เมื่อได้ยินคำว่า จบ จากปากเต๋าเป็นครั้งแรก ความวิตกกังวลในก้นบึ้งของจิตใจเป็นเหมือนโรคร้ายที่กำลังค่อยๆคืบคลานทำลายความเชื่อมั่นทุกอย่างให้พังลงอีกครั้ง
เพียงแค่คิด ทั้งอกก็เสียวยอกจนเกือบจะร้องไห้
-------------------------------------------------------
เสียงเพลงจากลำโพงดังจนคนที่อยู่ในร้านอาหารกึ่งผับต้องตะโกนคุยกันมากกว่าที่จะนั่งพูดกันแบบธรรมดาได้ แต่คชากลับได้ยินเสียงคนรอบข้างชัดเจนยิ่งกว่าเปิดไมค์เสียอีก
...เขาเป็นคู่ขาเต๋าในบ้านไม่ใช่เรอะ?...
...นั่นน่ะสิ...แต่พลอยมันยืนยันว่าไม่ใช่นะ...เต๋าก็ด้วย...
…งี้ ก็เหมือนเขาคิดไปเองฝ่ายเดียวน่ะสิ น่าสงสารนะ...
…เต๋าพูดออกสื่อว่ามีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้วขนาดนั้นนี่...
...แต่หน้าตาก็ดีนะ ไม่น่าหน้าด้านเลย...
คนตัวเล็กได้ยินแล้วก็ลอบถอนหายใจอยู่ตามลำพัง ในหัวใจเกิดความระคายเคืองขึ้นมานิดหน่อยกับพลพรรคเพื่อนสาวของ พลอย ที่ตามติดมาด้วย แต่ความเจ็บแสบนั้นคงเทียบไม่ได้เลยกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า
เต๋ากับพลอยนั่งคุยกันอยู่ที่โซฟาสีสวยฝั่งตรงข้าม
ราวกับฉากในนิยายน้ำเน่า คชานั่งมองคนสองคนพลอดรักกันอย่างไม่เกรงใจสายตาใคร ด้วยอาการไม่สะทกสะท้าน
ถ้าชาอดทนได้ โดยไม่เจ็บปวดเลยล่ะก็ ...
คชาละคำพูดของเต๋าในส่วนหลังเอาไว้ในซอกลึกของหัวใจ ที่เขาทนนั่งมองภาพบาดตา และ ทำเป็นไม่สนใจพวกที่นินทาว่าร้ายเขาต่อหน้าก็เพราะคำว่า ทิฐิ ตัวเดียวเท่านั้น คชานึกอยากจะชนะความมั่นใจในตัวเองของเต๋าให้ได้สักครั้งนึง ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นไปได้ยากเหลือเกินที่จะข่มใจของตัวเองไม่ให้เกิดรอยยับย่นจนกลายเป็นแผลซ้ำซากแบบเดิมอีก
“ ฝากเต๋าแป้บนึงนะคะ คชา ” ร่างเล็กสะดุ้งโหยงเมื่อเสียงของพลอยดังขึ้นไม่ไกล คชาเงยหน้าขึ้นไปมองแล้วพยักรับส่งๆเมื่อเห็นแก๊งค์สาวๆลุกขึ้นจากเก้าอี้กันอย่างพร้อมเพรียง เขาเดาเอาได้ว่าพวกหล่อนจะไปเข้าห้องน้ำ
พลอยกับเพื่อนเดินไปไม่ทันลับตา คชาก็รับรู้ถึงสายตาที่มองมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้ามาในร้าน ดวงตาเรียวมองใบหน้าหล่อจัดที่ไม่ว่าสาวๆคนไหนก็ต้องมอง ก่อนจะละสายตาออกรวดเร็ว
“ ยิ้มหน่อยสิ ” เขาได้ยินเสียงเต๋าตะโกนข้ามมา “ ทำตัวเสียมรรยาทมากนะ....เอาแต่นั่งดูโทรศัพท์อยู่ได้ ”
คชาไม่ตอบอะไร เพราะรู้ดีว่าเต๋ายั่วโมโหได้เก่งขนาดไหน ขืนต่อความยาวสาวความยืด ตัวเขาเองเนี่ยแหละที่จะบาดเจ็บ
“ อยากกลับบ้านรึยัง? ”
“ ถ้าคิดจะกวนโมโหล่ะก็หยุดเลยนะ ” คนตัวเล็กตะโกนโต้กลับไปบ้างเพราะอารมณ์ที่เริ่มฉุดไว้ไม่อยู่
“ ถ้าทนไม่ไหวก็กลับไปซะ...เต๋าจะถือว่าเรื่องที่ชาพูดวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้น ” พูดไม่พอยังยิ้มเยาะส่งมาให้เจ็บใจอีก
“ อย่าพูดพล่อยๆนะ! ” คชาขู่ฟ่อด้วยความโกรธ “ ยังไงก็ไม่กลับ! ”
เต๋าเลิกคิ้วมองคชา ... คงคิดในใจว่าเขาเหมือนเด็กดื้อที่จะเอาชนะให้ถึงที่สุด … คนหน้าตาดีก้มลงมองแบล็คเบอรี่ของตัวเองก่อนจะส่งยิ้มร้ายให้กับอีกฝ่ายในท่าทีสบายๆราวกับนั่งดูบอลอยู่บ้าน
“ พี่เต๋า ”
จังหวะที่ได้ยินเสียงนั้น ความรู้สึกเดิมๆท่วมท้นกลับมาแรงกว่าที่เขาเคยคาดหมายไว้มากนัก แม้แต่ใบหน้าที่เขาจำได้ ก็ไม่คิดที่จะหันกลับไปมองเลยจริงๆ
“ พี่คชา มาด้วยเรอะคะ ? ” น้ำเสียงที่ใช้เรียกเขาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คงอยากตอกย้ำให้รู้ๆกันไปเลยว่าใครที่เธอสนใจอยู่กันแน่ คชาไม่ได้ตอบอะไรออกไปได้แต่นั่งก้มหน้า เรี่ยวแรงพลังเมื่อครู่เหือดหายหมดสิ้น
ในใจสาปแช่ง ผู้ชายงี่เง่า ... ที่งัดลูกไม้สกปรกขึ้นมาใช้เพื่อบีบให้เขาจนตรอก
“ ชา....ยูกิ มาแน่ะ....ทักน้องหน่อยสิ ” เต๋าทำเสียงสนิทสนมกับเขาได้แนบเนียนเหมือนอย่างแต่ก่อนจนคชานึกอยากจะลุกขึ้นมาต่อยมันให้กระเด็นด้วยความหมั่นไส้ ดวงตาเรียวสบกับดวงตาคู่เดิมที่เคยทำให้เขาหวั่นไหว แต่เพราะมันเป็นประสบการณ์อันเลวร้าย และน่าอดสู ... ในใจดวงนี้จึงนึกได้แต่เรื่องแย่ๆที่เธอได้ทำเอาไว้กับมันช้าๆ
เมื่อภาพพวกนั้นชัดแจ้ง แม้แต่ความเป็นพี่เป็นน้องก็คงจะให้กันไม่ได้แล้วในตอนนี้
ยูกิหันหน้ากลับไปสนใจคนข้างตัวเธออีกครั้ง และทำเป็นเหมือนกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่ในร้านแห่งนี้
ที่น่าแปลก ... เต๋าเองก็ทำแบบนั้นได้ดีเกินคาดทีเดียว ... ทำเหมือนเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ และ ริเริ่มบทสนทนาที่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
คนไม่มีหัวใจ
คชาคิดแล้วผลุดลุกขึ้นยืนท่ามกลางหลายสายตา รวมทั้งพลอยและเพื่อนที่เพิ่งเดินกลับมาด้วย ร่างเล็กเดินฝ่าฝูงคนที่ไม่ได้นึกนิยมชมชอบตัวเขาออกไปด้วยร่างกายที่ปวดร้าวเหลือแสน หัวสมองตระหนักถึงความโดดเดี่ยวเดียวดายที่ทุกคนในที่แห่งนั้นมอบให้ และคิดว่าเขาอดทนมามากพอแล้ว
เมื่อออกมานอกร้านแออัด คนตัวเล็กสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อลดความชาวาบที่ค่อยๆละเลียดเข้าจับจองทุกพื้นที่ในร่างกายตัวเอง รถแท็กซี่ที่วิ่งผ่านไปมาหน้าร้านชื่อดังเป็นจุดมุ่งหมายเพียงอย่างเดียวที่เขาจะต้องไปให้ถึง
คชาวิ่งไปแล้วโบกรถแท็กซี่คันแรกที่ตัวเองเห็น
จบเรื่องเฮงซวยพวกนี้ซะที
นึกแล้ว น้ำตาอุ่นร้อนก็พาลจะไหลเอาเสียดื้อๆ
เมื่อปิดประตูรถแท็กซี่ คชาก็ทันเห็นเต๋าวิ่งออกมายืนที่หน้าร้าน การมองหาอย่างร้อนอกร้อนใจแบบนั้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงนึกเข้าข้างตัวเอง แล้วเก็บไปดีใจเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต แต่มันก็แค่นั้นแหละ ... คชาคิดแล้วหลับตาเพื่อปิดกั้นน้ำอุ่นร้อนที่กำลังจะไหลลงมาอาบแก้ม
ผู้ชายเห็นแก่ตัวอย่างเต๋า อาจจะเห็นว่าทุกอย่างเป็นเรื่องเล็กน้อย และไม่สลักสำคัญพอที่จะทำให้ตนจะต้องใส่ใจ แต่สำหรับเขาแล้ว บางครั้ง เรื่องบางเรื่องที่เล็กน้อย มันก็ทำให้ร้าวรานและเจ็บจนเหลือทน
เขาไม่ได้เป็นที่รักของใครๆอย่างเต๋า
และเต๋าก็ไม่ได้ใจดีกับเขาเหมือนที่ทำกับคนพวกนั้นอีกต่อไปแล้ว
สิ่งที่เต๋าต้องการพิสูจน์ชัดแจ้งอยู่ในใจของคชาจนมันแปลบปลาบไปทั่วทั้งอก
เราไม่ต้องการอะไรเลยเต๋า
วันนึงเราจะทำใจได้ และวันนั้นเราจะไม่ต้องการอะไรเลย แม้แต่ตัวเต๋าเองก็ตาม
ใช่ ... เขาอาจจะพูดโกหกก็ได้
คชาปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเงียบๆ โดยไร้เสียงสะอึกสะอื้น
ในใจคิดว่าเต๋าจะรักเขาบ้างไหมนะ?
เพราะตอนนี้ .... เขาต้องการเต๋าเหลือเกิน
.
.
.
TBC
